กระทรวงการต่างประเทศจีนตอบโต้รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ที่ระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นระหว่างการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ในกรุงปักกิ่งที่ผ่านมา
ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานเมื่อวันจันทร์ ( 25 พ.ค. ) โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า สี จิ้นผิง ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น และ "ตำหนิติเตียน" นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังทางทหารอีกครั้งของญี่ปุ่นใน “การประณามอย่างดุเดือด” ระหว่างการหารือกับ ทรัมป์
หนังสือพิมพ์อังกฤษรายนี้ยังระบุอีกว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดขณะหารือเรื่องญี่ปุ่น เป็นการเล่นงานแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯ ประหลาดใจไปตาม ๆ กัน เพราะประเด็นนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการหารือ เพื่อเตรียมการประชุมสุดยอดกับฝ่ายจีน ไฟแนนเชียลไทมส บรรยายว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของการเจรจาสองวัน
ขณะที่ทรัมป์ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ได้ปกป้องการเสริมสร้างกำลังทางทหารของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยกล่าวว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีการป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น จากเกาหลีเหนือ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ทรัมป์หมายถึงจีนในบริบทนั้นด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม มีการชี้แจงอย่างทันท่วงทีจากกระทรวงการต่างประเทศจีนในวันเดียวกับรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ ( 25 พ.ค. )
โฆษกเหมา หนิง ระบุว่า รายงานที่ว่า สี จิ้นผิง วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ระหว่างการประชุมสุดยอดนั้น “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่มีอยู่ของฝ่ายจีน” พร้อมกับเสริมว่า รัฐบาลจีนได้เผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประชุมระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯไปแล้ว
“เนื้อหาของรายงานที่คุณกล่าวถึงนั้นไม่ตรงกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมีอยู่ ” เหมาตอบคำถามของผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเดลี่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีหญิงแดนปลาดิบ ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ทันที หลังจากทรัมป์เสร็จสิ้นการเยือนจีน โดยตามรายงานของสำนักข่าวเกียวโด ทาคาอิจิกล่าวกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า เธอได้รับรายงานเกี่ยวกับการสนทนาระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิงอย่างละเอียด แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม
สี จิ้นผิง และ ทรัมป์ พบกันที่กรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม ในการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบสิบปี
ที่มา : อาร์ทีนิวส์

