วงการศึกษาไทยร่วมอาลัย "ครูฟาตีเมาะ" เหยื่อเหตุรุนแรงใต้ หลังคนร้ายพรางตัวสวมฮิญาบดักยิง ด.ต.อดุลย์ บาดเจ็บ และครูสาวเสียชีวิตคารถต่อหน้าลูกทารก 2 เดือน ด้านกระทรวงศึกษาธิการแถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมสั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานศึกษาด่วน ขณะที่สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ประณามเดือด ชี้โหดเหี้ยมผิดหลักศาสนาและละเมิดพื้นที่ปลอดภัยของเด็กและเยาวชน
จากกรณีคนร้ายลอบยิง ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง บริเวณหน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้นางฟาตีเมาะ ยาโงะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูเสียชีวิต และลูกสาววัย 2 เดือนบาดเจ็บ
ล่าสุดวันที่ 26 พ.ค. พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี สั่งการให้เข้าเยี่ยมอาการ ด.ต.อดุลย์ ที่ถูกยิงบริเวณขาทั้งสองข้าง และลูกสาววัย 2 เดือน โดยแพทย์โรงเรียนแพทย์ รพ.ปัตตานี ระบุอาการปลอดภัยแล้ว ส่วนพิธีฝังศพนางฟาตีเมาะ ญาติและเพื่อนครูได้ร่วมพิธีตามหลักศาสนาอิสลามท่ามกลางความโศกเศร้า
ด.ต.อดุลย์ เปิดเผยว่า คนร้ายน่าจะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและอาศัยช่วงชุลมุนเวลาโรงเรียนเลิกในการดักซุ่มยิง หลังจากนี้ตนต้องตั้งสติและทำหน้าที่พ่อเลี้ยงดูชีวิตลูกๆ ทั้ง 4 คนต่อไปให้ดีที่สุด
ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน ประชาชนในอำเภอยะรัง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น คณะครู และนักเรียน ร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัตเพื่อขอความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ หลังพบเบาะแสว่าคนร้ายแต่งกายคล้ายผู้หญิงสวมฮิญาบเพื่อพรางตัวก่อนก่อเหตุ
ด้าน นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ แถลงแสดงความเสียใจต่อครอบครัวครูฟาตีเมาะ โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทย พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันความปลอดภัยครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษาอย่างเข้มงวด ย้ำโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ขณะที่สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของคนร้าย โดยชี้ว่าผิดทั้งหลักศาสนาอิสลามและกฎหมายสากลใน 3 ประเด็นหลัก คือ
1 ทำร้ายครูผู้บริสุทธิ์ การสังหารแม่ต่อหน้าลูกทารกเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม
2 ละเมิดพื้นที่ปลอดภัย การก่อเหตุใกล้โรงเรียนทำลายความมั่นคงทางจิตใจของเด็กและเยาวชน
3 ด้อยค่าฮิญาบ การแต่งกายเลียนแบบสตรีมุสลิมมาใช้ปกปิดอำพรางเพื่อฆ่าคน ถือเป็นการทำลายเกียรติและสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสตรีมุสลิม
ทางสมาคมฯ เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนและพื้นที่การศึกษาทันที พร้อมจี้ให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

