“อธิบดีดีเอสไอ” จ่อเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดี “กักตุนน้ำมัน” 29 พ.ค. ถกคืบหน้ากรณี บ.คลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี - จ.อ่างทอง - เรือต้องสงสัย 99 เที่ยว
วันนี้ (26 พ.ค.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าดำเนินการตรวจสอบน้ำมัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผล ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงดำเนินการสอบปากคำพยานรายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดีและบริษัทที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ซึ่งตนได้นัดหมายเรียกประชุมทั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าในส่วนของข้อมูลการให้ปากคำของพยาน รายงานข้อเท็จจริงจากเอกสารการประกอบกิจการค้าน้ำมันของบริษัทนั้น ๆ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในวันที่ 29 พ.ค.69 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
พ.ต.ต.ยุทธนา เผยว่า ระหว่างนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่บริษัท หรือกรรมการของบริษัทรายใดให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา เพราะการจะดำเนินคดีทางอาญาได้นั้น พนักงานสอบสวนจะต้องมีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดในฐานความผิดนั้นๆ และต้องมีมติร่วมกันในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่าออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามฐานความผิดใด ซึ่งบริษัทแต่ละแห่ง แต่ละสำนวนคดีก็มีพฤติการณ์ความเกี่ยวข้องแตกต่างกันไป บางส่วนอาจมีความเกี่ยวข้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 หรือบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หรือบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เป็นต้น จึงต้องวิเคราะห์ภายในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่ารายใดมีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับใด เพื่อให้การสอบสวนเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาด้วย
พ.ต.ต.ยุทธนา เผยอีกว่า ความคืบหน้าการตรวจสอบบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่ก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว คือ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งจากการตรวจสอบของดีเอสไอเมื่อรับโอนสำนวนคดีดังกล่าวมาเป็นคดีพิเศษแล้ว ก็พบว่ามีการกระทำความผิดเรื่องคุณภาพน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานจริง ทั้งยังมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ไม่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในส่วนของกรรมการบริษัทฯ ที่มีการนำเอาบุคคลซึ่งไม่มีศักยภาพตามสมควรมานั่งเป็นกรรมการบริษัทที่มีสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่ากว่าหลักพันล้านบาท ซึ่งในวันประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการหารือถึงประเด็นดังกล่าวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ โดยเฉพาะคำให้การของพยาน และจะได้มีมติในการพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรกให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามพฤติการณ์ความผิดและกฎหมายอื่นเกี่ยวข้อง
พ.ต.ต.ยุทธนา เผยต่อว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งดำเนินการโดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะพนักงานสอบสวนได้มีการลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำพยานบุคคลสำคัญหลายราย และรวบรวม ตรวจสอบพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เอกสารด้านบัญชีการเงิน เพราะพฤติการณ์ของบริษัทแห่งนี้ พบว่าในช่วงเดือน มี.ค.69 คลังน้ำมันของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด มีน้ำมันคงคลังเหลือเยอะผิดปกติกว่าในเดือน ก.พ.69
พ.ต.ต.ยุทธนา เผยด้วยว่า ส่วนกรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (หรือ 6 โรงกลั่นของไทย) ซึ่งไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญ ซึ่งชุดสุดซอย กรมธุรกิจพลังงาน ได้มีการนำพยานหลักฐานเอกสารมามอบให้กับดีเอสไอเพื่อใช้ขยายผลในการดำเนินคดีนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายใด มาดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนจะต้องประสานขอข้อมูลการชี้แจงแก่ผู้เกี่ยวข้องในฐานะพยานก่อน จึงจะได้มีการนำมาพิจารณาว่าท้ายสุดแล้วมีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับใดหรือไม่ และมีพฤติการณ์ทางคดีอย่างไรบ้าง

