กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ วุฒิสภา เดือด จี้ "ณัฐพงษ์-ปิยบุตร" แสดงความรับผิดชอบ หลังก้าวล่วง "องคมนตรี" ยัน แต่งตั้ง-ให้พ้นตำแหน่งเป็นพระราชอำนาจ ชี้กล่าวหา "สีน้ำเงินกินรวบ" ปชช.รู้หมายถึงใคร จวกสร้างวาทกรรมทำสถาบันสั่นคลอน ขู่อาจเข้าข่าย ม.112 มองเป็นการกระทำซ้ำ ส่อศาลฎีกาสั่ง 44 สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อวันที่ 26 พ.ค.เวลา 11.30 น.ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ท ยุทธนา ไทยภักดี สว. และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำคณะกมธ.ฯ แถลงจุดยืน ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อความนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกมธฯเห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย
ขณะที่ พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ได้ประกาศจุดยืนของ กมธ.ฯว่า จากกรณีที่พรรคประชาชน ที่มีการนำภาพองคมนตรี 9 คน ที่เข้าร่วมประชุมฯกับ ปภ.พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคว่า รัฐบาลกำลังทำการมิบังควร และละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯ นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังมีการให้สัมภาษณ์ว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้น รวมถึงกรณีของนายปิยบุตร ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี เราเห็นว่าเรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ มาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามปกติในการรับมือสาธารณภัย โดยองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี และมีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
“ดังนั้น กมธ.ฯ จึงเรียกร้องไปยังพรรคการเมือง พรรคประชาชนได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมธิการจะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า หลังจากที่องคมนตรีได้ร่วมประชุมกับ ปภ.มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือ หรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ ที่โพสต์รำลึก 12 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ ซึ่งข้อความดังกล่าว ตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา เห็นว่ามีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังจากที่องคมนตรีร่วมประชุมกับ ปภ.
“หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่”พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรี ที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่า มีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
“ผมมีข้อห่วงใยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้”พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว

