ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "อรรถพล" ทิ้งทวนมติลักไก่ ประเคน "ค่าการตลาดน้ำมัน" เข้ากระเป๋าทุนใหญ่... งานนี้ไม่ต้องเดาใครรวยไม่ไหวอีกแล้ว!!
กระซิบมาจากข้างปั๊มได้กลิ่นตุๆ โชยมาจากสายพลังงาน ว่า อดีต รมว.พลังงาน ใช้เวลา 3 วัน ก่อนจะลาเก้าอี้เพราะยุบสภาได้ทิ้งทวนมติลักไก่ส่งเสริมทุนใหญ่ให้รวยไม่ไหวอีกแล้ว
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า "ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และคณะบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดเผยว่า “หม่อมกร" ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” แอบไปล้วงลูกแกะรอยเจอ "มติลับ" ของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ยุคของ "โด่ง" อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ซึ่งตอนนี้ย้ายวิกไปเป็นที่ปรึกษานายกฯอนุทิน แล้ว
ที่ทำเอาต้องสะอึก เพราะ เล่นลักไก่แก้สูตร "ค่าการตลาดน้ำมัน" ทิ้งทวนกันแบบไม่เกรงใจประชาชน
จากเดิมที่เคยล็อกเพดานไว้ที่ 1.85 บาทต่อลิตร "อรรถพล" ใจดี ปรับเพิ่มให้เป็น 2.45 บาทต่อลิตร!
กล่าวคือ วันก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภา ในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติยกเลิกมติเดิม เมื่อปี 2563 สมัย "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" เป็น รมว.พลังงาน ที่กำหนดกรอบเพดานค่าการตลาดน้ำมัน ไว้ที่ 1.85 บาท โดยมีการออกมติใหม่ เพิ่มเพดานค่าการตลาดขึ้นเป็น 2.45 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นทันที 60 สตางค์ต่อลิตร
ส่วนต่างเพิ่มขึ้นเนื้อๆ เน้นๆ 60 สตางค์ต่อลิตร มองดูเหมือนจะน้อย แต่คิดดีๆ น้ำมันในไทยใช้วันละตั้ง 150 ล้านลิตรลองคูณ 60 สตางค์ เข้าไปจะมีเม็ดเงินไหลเข้ากระเป๋าใครมหาศาลขนาดไหน!
วงในเม้าท์กันให้แซดว่า เงินเกือบทั้งหมดไหลไปเข้ากระเป๋า "ไอ้โม่ง" อย่างกลุ่มทุนใหญ่ค้าน้ำมันซึ่ง "เส้นแข็ง" มี "ผู้มากบารมี" ในรัฐบาลหนุนหลัง ที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าคือยักษ์ตนไหน ?
ส่วนปั๊มชุมชนตัวเล็กตัวน้อย ได้ส่วนแบ่งแค่เศษเงินไม่กี่สิบสตางค์จนแทบจะปิดปั๊มหนีอยู่แล้ว!
งานนี้หลายๆคน เลยตั้งข้อสังเกต "อรรถพล" ประธาน กบง. ในตอนนั้น และเคยเป็นถึง “อดีตซีอีโอใหญ่ของปตท.” ย่อมรู้ถึงโครงสร้างราคาน้ำมันว่า "ค่าการตลาด" นี่แหละหวานเจี๊ยบสำหรับผู้ค้าน้ำมัน และ ทำให้ผู้ใหญ่ในค่ายสีน้ำเงินพึงพอใจในผลงานจนต้องเชื้อเชิญมาเป็นที่ปรึกษา"อนุทิน" นายกฯลิเกต่อ
ล่าสุดฝั่งภาคประชาชนทนไม่ไหว จะบุกไปยื่นหนังสือจี้ให้ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน คนปัจจุบัน ให้ช่วยโละมติลักไก่นี้ทิ้งซะ พร้อมเสนอโมเดลใหม่ ดัดหลังทุนใหญ่ ล็อกเพดานกำไรบริษัทแม่ให้ได้ไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลิตร แล้วหันมาอุ้มปั๊มชุมชนรายย่อย ให้ได้ส่วนแบ่งขั้นต่ำ 1 บาท
งานนี้ถ้า "เอกนัฏ" รัฐมนตรีคนใหม่เอาจริง ทลายขุมทรัพย์ผูกขาดของกลุ่มทุนพลังงานได้สำเร็จ เห็นว่า ราคาน้ำมันขายปลีกในไทย จะลดวูบลงได้ทันทีสูงสุดถึง 7 บาทต่อลิตร เลยทีเดียวเชียว!
เอาเป็นว่าไม่กี่วันข้างหน้า รอดูว่ารัฐบาลจะกล้าแตะ "ค่าการตลาด" กล่องดวงใจทุนใหญ่เพื่อประชาชน หรือไม่? หรือจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายลม.!
++ จดหมายจากคุก กลุ่มเซียนพระไฮยีนา รุมกินโต๊ะ มาดามเก่ง
ไม่ได้มีแค่ “โทน บางแค” แต่ยังมี “โต้ง บางแค” เซียนพระจากบางแคด้วยกัน ออกมาช่วยเตะตัดขา “มาดามเก่ง”
ดูแล้วก็เป็น อย่างที่ เซียนพระ “อุ๊ กรุงสยาม” เคยกล่าวไว้ว่า “มาดามเก่ง” ต้องมีปัญหาในทุกวันนี้ ก็เพราะถูก “ฝูงหมาไฮยีนา” รุมทึ้ง
“โต้ง บางแค” แม้จะติดคุกอยู่ในเวลานี้ แต่ก็มีกาคาบข่าว เอาเรื่องราวอื้อฉาวในวงการพระเครื่องไปกรอกรูหูให้ฟัง ถึงในเรือนจํา
จนถึงขั้นเขียนจดหมายน้อย กล่าวหา “มาดามเก่ง” เล่นบทเถื่อน พยายามสร้างภาพให้มาดามเก่งเป็น “เจ้าแม่มาเฟีย” ที่มีอํานาจอยู่เหนือเซียนพระทั้งหลาย
แถม “โต้ง บางแค” ยังวาดลวดลายในจดหมาย พาดพิงไปที่นักการเมือง อักษรย่อ ธ. ธง อ้างว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับทวงหนี้ ให้มาดามเก่ง
แม้ โต้ง บางแค จะไม่ได้เอ่ยชื่อมาชัดๆ แต่คนทั้งประเทศ อ่านแล้วก็รู้ว่าโต้งตั้งใจจะหมายถึง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”
โต้งพยายามฉายภาพว่าตัวเขาถูกรุมสกรัมจากทั้งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ จนต้องติดคุกติดตะราง อยู่ในเวลานี้
ไหนจะฟาดไปถึงทนายความของตัวเอง ให้คนเข้าใจประมาณว่า ถูกคู่กรณีซื้อตัวไป จนทนายแกล้งปล่อยให้ลูกความติดคุก
“อุ๊ กรุงสยาม” ถึงกับต้องโพสต์ บทสนทนาทางไลน์ระหว่าง “มาดามเก่ง” กับ “โต้ง บางแค” ซึ่งมีข้อความให้กําลังใจจากมาดามเก่ง หวังให้โต้ง บางแค เดินต่อไปได้
ต้องยอมรับว่า ฝีปากของเซียนพระบางแคทั้งหลาย ออกแนวเราะร้ายเกรี้ยวกราดพอกัน ทั้งโต้ง ทั้งโทน
ในความเป็นจริงก็คือ ทั้งสองต่างมีหนี้สินล้นพ้นตัว จากการทําธุรกิจพระเครื่อง และก็มีปัญหาในการผ่อนชําระหนี้ เหมือนๆกัน
ที่มาของความวุ่นวายทั้งมวล ก็มาจากวงการเซียนพระ ที่ปั่นกันจนโอเวอร์ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตก
พอเจ้าหนี้เขาทวงเงิน แค่ให้คืนทรัพย์สินที่เอาไป ก็ยังมีอาการ “เหนียวหนี้” จมไม่ลง ยึดติดกับหน้าตาตัวเอง ไม่อยากคายอะไรใด ๆ คืนให้เจ้าหนี้
ที่น่าจับตาก็คือ ขบวนการของลูกหนี้มหาภัยเหล่านี้ จะมีการใช้บริการเซียนพระด้วยกันซึ่งมีภาพลักษณ์ดี ให้ช่วยเดินสาย ออกไปพูดตามรายการต่างๆ
ซึ่งวงการเซียนพระด้วยกัน เห็นถึงความผิดปกติ จึงล้วงข่าวลึกมาจนรู้ว่างานนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ คนที่ออกโรงไปช่วยพูดตามรายการต่างๆ จะได้ค่าตอบแทนตั้งแต่ “ห้าหมื่น ถึงหนึ่งแสนบาท” ต่อครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีสื่อบางสื่อที่คอยช่วยเป็นกระบอกเสียง ปล่อยข่าว ทําลายเจ้าหนี้ อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีผลประโยชน์ต่างตอบแทน แบบเซียนพระที่ออกเดินสายพูดตามรายการหรือไม่
พ้นไปจากวงของ “โทน บางแค” มาดามเก่งยังต้อง เจอกับวงของ “เจน ปิยะทัต” .. “หนุ่ม นครปฐม” และ “ต้อม นครสวรรค์” ซึ่งมากันเป็นทีม
ทุกเซียนที่ว่ามา ต่างมีสถานะเหมือนกันหมด คือติดหนี้ “มาดามเก่ง” แล้วไม่เก่งในการหาเงินมาใช้คืน
ความพยายามปั่นกระแสออกสื่อ ให้สาธารณชนสับสนในข้อเท็จจริง แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ แต่เซียนลูกหนี้ใจใหญ่ ต่างก็เชื่อว่าคุ้ม ที่จะดึงโลกโซเชียล ให้มายืนฝั่งเดียวกับพวกเขา
ทั้งที่ถึงที่สุด กระแสหลอกๆ เหล่านี้ หาได้มีประโยชน์อันใดเลยต่อรูปคดี เพราะคดีฉ้อโกงในมือกองปราบปราม ที่รอเชือดแบบตายหมู่นั้น เขาพิจารณาจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่จากสตอรี่ที่เขียนเรื่องกันมา ไม่ต่างกับการดูพระเครื่อง “พิมพ์ไม่ถูก เนื้อหาไม่ใช่” มันก็คือ “พระเก๊!”

