xs
xsm
sm
md
lg

เดือด! “หม่อมกร-ปานเทพ” เผย “อรรถพล” รมต.พลังงาน อดีตผู้บริหาร ปตท.งุบงิบเพิ่มค่าการตลาดให้ บ.น้ำมัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“อ.ปานเทพ-หม่อมกร” เปิดโปงมติลับ กบง.ยุค “อรรถพล” นั่ง รมว.พลังงาน ก่อน “อนุทิน” สั่งยุบสภา เพียง 3 วัน ทุบมติเดิมปี 63 ที่ตั้งเพดานค่าการตลาดน้ำมันไว้ 1.85 บาท/ลิตร เพิ่มเป็น 2.45 บาทต่อลิตร เอื้อกลุ่มทุนค้าน้ำมันมาตรา 7 โกยเงินเข้ากระเป๋าอื้อซ่า บุกยื่น “เอกณัฏ” เสนอยกเลิกมติลักไก่ จี้ล็อกเพดานทุนใหญ่ไม่ให้กำไรเกิน 50 สต./ลิตร -อุ้มปั๊มชุมชนให้ได้ส่วนแบ่งขั้นต่ำ 1 บาท/ลิตร

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และคณะบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในรายการNews Hour ทางช่อง NEWS1 เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา แฉขบวนการลับที่มีการแอบเปลี่ยนมติ “ค่าการตลาดน้ำมัน” ในช่วงคาบเกี่ยวปลายอายุของรัฐบาลชุดก่อน (รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย) ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

ข้อมูลชุดนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ“หม่อมกร”นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียง 3 วันก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติยกเลิกมติเดิมเมื่อปี 2563 ที่กำหนดกรอบเพดานค่าการตลาดน้ำมันไว้ที่ 1.85 บาท โดยมีการออกมติใหม่ เพิ่มเพดานค่าการตลาดขึ้นเป็น 2.45 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นทันที 60 สตางค์ต่อลิตร

ม.ล.กรกสิวัฒน์ และ อ.ปานเทพ ได้ร่วมกันตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลคือ 1.ช่วงเวลาอันสมควรหรือไม่ (มารยาททางการเมือง) เพราะการปรับแก้สูตรราคาที่ผูกพันโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเช่นนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่ในสถานะใกล้จะรักษาการ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่ควรอนุมัตินโยบายใหญ่ที่ส่งผลกระทบระยะยาว จึงถูกมองว่าเป็นการทิ้งทวนหรือไม่


2.ปมผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ทำหน้าที่เป็นประธาน กบง. คือ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนายอนุทิน) มีภูมิหลังและโปรไฟล์เป็นถึงอดีตซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในไทย ทำให้ภาคประชาชนมองว่า การออกมตินี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่ตนเองเคยบริหารมาโดยตรงหรือไม่

สำหรับคำว่า"ค่าการตลาดน้ำมัน" (Marketing Margin) ทางภาคประชาชนระบุว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่กำไรสุทธิของปั๊มน้ำมันอย่างที่เข้าใจ แต่คือส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกหน้าปั๊มกับราคา ณ โรงกลั่น (ที่รวมภาษีและเงินกองทุนแล้ว) ซึ่งต้องนำมาบริหารจัดการเป็นค่าขนส่ง ค่าแรงพนักงาน และค่าไฟ ทว่า เงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาถึง 60 สตางค์ต่อลิตรนี้ ยอดใช้น้ำมันของไทยตกวันละประมาณ 150 ล้านลิตร เม็ดเงินมหาศาลกลับไม่ได้ตกไปถึง "สถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มดีลเลอร์/SMEs/ผู้ประกอบการท้องถิ่น)" แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ปั๊มรายย่อยเหล่านี้ได้ส่วนแบ่งแบ่งเค้กน้อยมากเพียงไม่กี่สิบสตางค์จนแทบอยู่ไม่ได้ แต่เม็ดเงินเกือบทั้งหมดกลับไหลไปตกอยู่ในกระเป๋าของผู้ค้ากลุ่มบริษัทน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นแบรนด์แม่หรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่รัฐอุ้มชูมาโดยตลอด กลายเป็นการกินรวบธุรกิจน้ำมันทั้งประเทศโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย


ด้วยเหตุนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์, อ.ปานเทพ และกลุ่มปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน จึงได้เข้ายื่นแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน คนปัจจุบัน โดยเสนอให้มีการโละมติลักไก่เมื่อปลายปี 2568 ทิ้งเสีย และให้กลับไปใช้กรอบเดิม พร้อมเสนอโมเดลควบคุมราคาด้วยเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำ (Price Ceiling & Floor) ดังนี้ 1.ควบคุมรายใหญ่ ล็อกเพดานกำไรของ "ผู้ค้าตามมาตรา 7" (บริษัทแม่) ให้ได้ไม่เกิน50 สตางค์ต่อลิตร 2.อุ้มรายย่อย (ปั๊มน้ำมัน) กำหนดอัตราขั้นต่ำ (Floor Price) ให้ปั๊มน้ำมันดีลเลอร์ต้องได้รับส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า1.00 บาทต่อลิตร เพื่อให้ธุรกิจ SMEs และผู้ประกอบการชุมชนสามารถอยู่รอดได้

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันเดินหน้ารื้อสูตรโครงสร้างราคาน้ำมันไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกราราคาอ้างอิงโรงกลั่นทิพย์ที่สิงคโปร์ การควบคุมค่าการกลั่น และการกำหนดเพดานค่าการตลาดใหม่อย่างเป็นธรรม ซึ่งหากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาส่วนต่างที่เกินจริงและทลายการผูกขาดของกลุ่มทุนเหล่านี้ได้สำเร็จ จะสามารถปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยลงให้ประชาชนได้ทันทีสูงสุดถึง 7 บาทต่อลิตร!