พระนครศรีอยุธยา – บรรยากาศวันแรกของการเปิดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากต่างให้ความสนใจเข้ารับสิทธิ์ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้ใช้รายเก่าสามารถลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางกลุ่มยังประสบปัญหา ทั้งการเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ระบบสแกนใบหน้า และสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร พร้อมสะท้อนเสียงอยากให้รัฐช่วยเหลือเป็นเงินก้อน เพื่อให้บริหารค่าใช้จ่ายได้ตรงความจำเป็นมากกว่า
เวลา 09.30 น. วันนี้ ( 25 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันแรกของการเปิดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตั้งแต่เวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา มีประชาชนหลายกลุ่มทยอยเข้าระบบเพื่อรับสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่เคยใช้งานแอปพลิเคชันเดิมและยังใช้โทรศัพท์เครื่องเดิม สามารถกดรับสิทธิ์ได้ง่ายและรวดเร็ว
ขณะที่บางส่วนยังพบอุปสรรค โดยเฉพาะผู้ที่เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่หลังเครื่องเก่าชำรุด รวมถึงปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้การยืนยันตัวตนและสแกนใบหน้าใช้เวลานาน
นางลัดดา อายุ 48 ปี ชาวอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ตนต้องนำโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาลงทะเบียน เนื่องจากเครื่องเดิมชำรุด ทำให้ต้องโหลดแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมด และต้องสแกนใบหน้าถึง 3 ครั้งกว่าจะผ่าน อีกทั้งอินเทอร์เน็ตยังไม่เสถียร ทำให้ต้องลองหลายรอบ ก่อนจะสามารถลงทะเบียนได้สำเร็จ แต่ยังอยู่ระหว่างรอระบบตรวจสอบข้อมูล
นางลัดดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน แต่ปัญหาที่พบคือขั้นตอนการใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ตและการยืนยันตัวตน รวมถึงการให้บริการของธนาคารที่อยากให้ช่วยแนะนำประชาชนมากกว่านี้
“ไปธนาคารเมื่อวาน เขาบอกให้กลับมาทำเองที่บ้าน พอไปถึงก็บอกคิวหมดแล้วให้กลับมาทำเองก่อน รู้สึกเสียเวลา อยากให้ช่วยแนะนำประชาชนมากกว่านี้” นางลัดดา กล่าว
ด้านนายเจตนารา อายุ 37 ปี ชาวอำเภอพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตนสามารถลงทะเบียนได้ทันทีตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะยังใช้ระบบเดิมและโทรศัพท์เครื่องเดิม จึงกดรับสิทธิ์ได้ง่ายเพียงครั้งเดียว
นายเจตนารา กล่าวว่า มองว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ในระดับหนึ่ง คล้ายโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา โดยรัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเป็นเงินก้อนมากกว่า เพราะแต่ละคนมีภาระค่าใช้จ่ายต่างกัน โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่บางครอบครัวต้องใช้เงินมากกว่าวันละ 200 บาท
“ถ้าให้เป็นก้อน คนก็เอาไปบริหารเองได้ บางคนต้องซื้อของใช้จำเป็น หรือค่าใช้จ่ายลูกช่วงเปิดเทอม วันละ 200 บาท บางทีก็ได้แค่ของกิน ของใช้อื่นยังซื้อไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรโครงการนี้ก็ยังช่วยลดภาระได้ในยุคที่น้ำมันแพง ของแพง แม้แต่ก๋วยเตี๋ยวยังขึ้นราคาอีก 5 บาท” นายเจตนารา กล่าว

