จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Chananchida Gruaysawat โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความไว้ว่า “เสียใจด้วยนะ 24/5/69 อย่างกับในหนัง การตามหาไขปริศนา บุคคลรายที่ 8 ผู้เสียชีวิตเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ การพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตรายที่ 8 ใกล้เป็นได้ความจริงแล้วครับ ว่าเป็นผู้ใด? เปิดไทม์ไลน์ การค้นหาเพิ่อพิสูจน์ผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย !! วันที่ 20 พค 69 (ช่วงเช้า)ได้มีเพื่อนร่วมงานของผู้สูญหายท่านนึงโทรมา หา ร.ต.อ.จารุพัฒน์ บัวแก้ว รอง สว.(สอบสวน) สน.มักกะสัน แจ้วว่าเพื่อนร่วมงานหายไป เพราะปกติเขาเป็นคนรับผิดชอบไม่เคยหนีงาน ไม่เคยขาดงาน ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ ดีใจมากที่มีสายนี้โทรมา ช่วงค่ำวันเดียวกัน ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงโทรหา ได้ข้อมูลจากเพื่อนร่วมงานของนายเสริมลาภฯ เพิ่มขึ้น เพราะเขาไปเก็บกล้องบริเวณบ้าน “นายเสริมลาภฯ”
จึงส่งให้ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ และเทียบกับภาพที่ผู้โดยสารท่านนึงลงสตอรี่ในวันเกิดเหตุ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงเทียบรองเท้า กระเป๋า กางเกง ตรงกัน ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงสอบถามชื่อคนที่สูญหายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ทราบคือ “ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง ”ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ ค้นหาชื่อ พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อค้นเบอร์ติดต่อให้มาตรวจ DNA แต่ตรวจสอบในระบบพบว่า พ่อ แม่ น้องชาย ก็เสียชีวิตไปก่อนแล้ว จึงเช็คประกันสังคม และโทรไปถาม รพ. ที่เค้าใช้สิทธิ์ เผื่อมีเก็บตัวอย่างเลือดหรือเคยทำฟัน แต่คำตอบคือ ไม่เคยทำฟัน ใน รพ.ฯ ดังกล่าว และไม่มีการเก็บตัวอย่างอะไรไว้ ต่อมา ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงประสานนิติเวช ฯ เพื่อถามแนวทาง และอาจจะต้องไปเก็บของที่ห้องพักเพื่อลองมาตรวจเทียบ DNA ดูก่อนเผื่อจะพอยืนยันได้ วันที่ 21 พค 69 (ช่วงเช้า)ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงเข้าไปที่นิติเวช รพ.ตร. เพื่อหารือกับทีมนิติเวชฯ และประสาน พฐ.นนทบุรี และเพื่อนร่วมงานของนายเสริมลาภ เพื่อไปเก็บของที่บ้านพักเขามาตรวจ และเริ่มมีญาติของนายเสริมลาภฯ เข้ามาติดต่อ แต่เมื่อมานั่งไล่สาย ทางนิติเวชฯยืนยันว่าตรวจไม่ได้ ต้องเป็นญาติฝ่ายพ่อและเป็นผู้ชาย ระหว่างนั้น ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ ตัดสินใจประสาน สนง.เขตฯ เพื่อขอไล่สาย ตระกูล นายเสริมลาภฯ ว่ายังมีญาติคนไหนฝั่งพ่อเขาที่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง พบว่า ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกบ้างไหม หรือเป็นลูกของอาของลุงที่เป็นผู้ชายก็ได้ เบื้องต้นทราบว่า พ่อของนายเสริมลาภฯ มีน้องชื่อหลงฯ และมีนายไพรัตน์ ปิ่นทอง เป็นหลานอีกคน ที่ยังมีชีวิตอยู่
ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงโทรหาญาติฝั่งพ่อทุกคนที่ติดติดต่อได้ แต่ได้คำตอบเหมือนกันทุกคน คือ ไม่รู้จัก ทั้งที่ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ ทราบดีว่านี่แหละคือญาติที่ชิดกันมาก เพราะเป็นน้องชายพ่อของนายเสริมชาภฯ และอีกคนก็เป็น ลูกพี่ลูกน้องของนายเสริมลาภ ฯ แต่อาจจะเพราะครอบครัวตั้งรกรากต่างจังหวัดแยกย้ายกันตั้งแต่รุ่นพ่อจึงไม่รู้จักกัน วันที่ 22 พ.ค. 69 ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงโทรตามนายไพรัตน์ ปิ่นทอง ที่พักอยู่ชลบุรีให้มาตรวจ ก็ไม่ยอมมาอ้างว่าเนื่องจากทำงาน ติดงาน และไม่น่าจะยืนยันได้ และอาจจะยังไม่ปักษ์ใจเชื่อว่าเป็นญ่ติกันจริง แต่ ร.ต.อ.จารุพัฒน์ ฯ ก็ไม่ละความพยายามจึงอาสาดูแลค่าเดินทางให้ และเขาก็ยอมมา จึงประสานทีมนิติเวชฯ เพื่อรอการตรวจวันที่ 23 พค 69 (ช่วงเช้า) นายไพรัตน์ ปิ่นทอง มาลงประจำวัน สน. มักกะสัน ร.ต.อ.จารุพัฒน์ฯ จึงพาตรวจ DNA ที่ นิติเวช รพ.ตำรวจ เรียบร้อย "ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลจากทางนิติเวชครับ"
ล่าสุดเมื่อเวลา 24 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนายเสริมลาภ ปิ่นทอง อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ รถไฟชนรถเมล์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.69 ที่ผ่านมา บ้านเลขที่ 22 ซอยติวานนท์ 37 แยก2/1 อ.เมืองนนทบุรี ต.ท่าทราย จ.นนทบุรี ซึ่งภายในบ้านไม่มีใครอยู่ เนื่องจากแม่ พ่อ น้องชาย ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงสอบถาม น.ส.นัด อายุ 58 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ผู้เสียชีวิตชื่อเอ ทีแรกตนไม่รู้ชื่อจริง แต่รู้ทราบจากในข่าวว่าเป็นน้องเอ ซึ่งตนอยู่บริเวณบ้านน้องเอตั้งแต่เล็กแล้ว รู้จักพ่อแม่ครอบครัวของเขา แต่ทางพ่อแม่น้องชายเขาเสียหมดแล้ว น้องเอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านคนเดียวและไม่ค่อยคุยกับใคร ถ้าใครทักน้องเค้าจะคุยด้วยแต่ถ้าไม่มีคนทักน้องจะคุยกับใครเลย นิสัยน้องเอจะเป็นคนนิ่งๆ
ซึ่งน้องเออยู่คนเดียวมาเป็นเวลานานแล้วประมาณ 10 กว่าปี ซึ่งที่น้องเอออกจากบ้านไปเพื่อนบ้านยังไม่ทราบและไม่มีใครรู้คิดว่าน้องออกไปทำงาน แต่ผ่านไปหลายวันมีที่ทำงานของน้องเอเข้ามาตามที่บ้าน โดยปกติแล้วน้องเอไม่เคยขาดงาน ซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านทราบว่าน้องเอหายตัวไปทุกคนรีบกันช่วยตามหาและโพสต์ตามหาในโซเชียล แต่ก็ไม่มีใครพบเห็น และลองโทรตามที่โรงพยาบาลแล้วก็ไม่เจอ ซึ่งคนละแวกใกล้เคียงยังเอะใจว่าเสียชีวิตจากการที่รถไฟชนกับรถเมล์ ไม่คิดว่าเป็นน้องเอนั่งอยู่ในรถเมล์ด้วย ที่ทำงานของน้องเอจึงขอมาดูกล้องที่ร้านค้ากลางซอย เห็นภาพน้องเอว่าสวมเสื้อสีดำ สะพายเป้ สวมรองเท้าแตะ ออกไปวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งชาวบ้านบางคนได้ไปซูมดูในข่าวปรากฏว่ารองเท้าเหมือนกับน้องเอ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสืบสวนเพิ่มเติมและเข้ามาตรวจสอบที่บ้าน ซึ่งน้องเอไม่ค่อยมีญาติ ซึ่งสมัยก่อนตนเคยรู้จักพ่อกับแม่ของน้องเอ

