“สว.นพดล ” แจงทูตอาเซียน+3 เหตุผลไทยควรยกเลิก MOU 43-44 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงชายแดนต่อเนื่อง ยก “บ้านหนองจาน-ช่องอานม้า” เป็นตัวอย่างปัญหาสะสมยาวนาน เผยเจรจา 26 ปี คืบหน้าเพียงขั้นตอนแรก ซัดข้อเสนอแบ่งปิโตรเลียม 50:50 สะท้อนกัมพูชายังอ้างสิทธิเกินจริงเหนือพื้นที่ทับซ้อนและเกาะกูด
วันนี้(22 พ.ค.) เวลา (11.30 น. )นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวบรรยายสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจาก 12 ประเทศ ทั้งเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
นายนพดล กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเขตแดนและทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนทั้งทางบกและทางทะเล โดยมีความละเอียดอ่อนทั้งด้านประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และความมั่นคงของรัฐ
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงลงพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึก ก่อนมีมติเอกฉันท์เสนอให้ยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยเห็นว่าที่ผ่านมาเกิดการละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง และกระบวนการเจรจาไม่มีความคืบหน้าเพียงพอ
นายนพดล ยกตัวอย่างกรณี “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมไทยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลังสงครามเมื่อปี 2522 ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศในฐานะมนุษยธรรม แต่ภายหลังกลับมีชาวกัมพูชาบางส่วนยังคงอาศัยอยู่และยึดครองพื้นที่ต่อเนื่องจนถึงก่อนเหตุปะทะปี 2568
อีกกรณีคือ “ช่องอานม้า” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งไทยเคยผ่อนปรนให้ชาวกัมพูชาเข้ามาค้าขายชั่วคราวด้วยหลักมนุษยธรรม แต่ต่อมามีประชาชนกัมพูชาประมาณ 200 ครัวเรือนเข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวรในเขตแดนไทย โดยระบุว่าเหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 15 พื้นที่ตลอดแนวชายแดน
สำหรับเหตุผลการยกเลิก MOU 2543 นั้น คณะกรรมาธิการเห็นว่าอาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเพียง “รับทราบ” ไม่ได้มีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการ อีกทั้งการอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 อาจเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
นอกจากนี้ ยังระบุว่าการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตาม MOU 2543 ตลอดเกือบ 26 ปีที่ผ่านมา มีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกจากทั้งหมด 5 ขั้นตอนเท่านั้น อีกทั้งสถานการณ์หลังการปะทะชายแดนปี 2568 ทำให้กรอบการเจรจาเดิมไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด
ส่วน MOU 2544 นั้น คณะกรรมาธิการเห็นว่า เส้นเขตไหล่ทวีปปี 2515 ของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย และไม่ควรนำมาเป็นกรอบเจรจา โดยเฉพาะหลังฝ่ายกัมพูชาเสนอเมื่อปี 2565 ให้แบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันแบบ 50:50 ซึ่งสะท้อนว่ากัมพูชายังยืนยันแนวทางอ้างสิทธิ์เดิม
นายนพดล ยังกล่าวว่า กัมพูชายังคงมีเจตนาอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะ ทำให้กรอบการเจรจาปัจจุบันไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองและสังคม รวมถึงพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชา ไม่เอื้อต่อการเจรจาอย่างจริงใจ
“จากเหตุผลทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยดำเนินการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ ผมหวังว่านานาชาติจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว” นายนพดล กล่าวปิดท้าย

