ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ปฏิบัติการ "เบี่ยงประเด็น-เซฟพวกพ้อง" ละครฉากใหญ่ ตามล่า “ไอ้โม่ง” รวยตุนน้ำมัน
มาถึงตรงนี้ ดูความคืบหน้าการทำคดีของ "4 ประสาน" นำโดย กระทรวงยุติธรรม-ดีเอสไอ-ปปง.และกรมธุรกิจพลังงาน ที่แท็กทีมตั้งโต๊ะแถลงใหญ่ ดูขึงขังปานจะพลิกแผ่นดินล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน
คนวงนอกมองเข้าไปอาจปรบมือชื่นชมว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง บดขยี้คนโกงชาติในยามวิกฤ… แต่สำหรับ "คนวงใน" ที่มองทะลุเนื้อในปรุโปร่ง กลับทำได้แค่อ่านไปหัวเราะในลำคอไป พร้อมฟันธงลงดาบสับหน้าเสื่อได้ทันทีว่า...
นี่มันคือ “ละครฉากใหญ่” ที่เขียนบท ควบคุมการผลิต และกำกับการแสดง โดยค่ายสีน้ำเงินชัดๆ !
ถ้าจะแกะรอยเรื่องนี้ให้เห็นไส้เห็นพุง ต้องย้อนกลับไปช่วงต้นวิกฤต ที่สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดสงครามกับอิหร่าน ตอนนั้นกลไกพลังงานบ้านเราเพี้ยนหนัก น้ำมันแห้งหายไปจากระบบจนปั๊มปิดป้าย “น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง” ประชาชนเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน
แต่จำได้ไหม... ใครบางคนในทำเนียบรัฐบาลที่ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงถอดแบบมาจาก “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รีบตัดบทเสียงแข็งว่า… "ไม่มีไอ้โม่ง ไม่มีกักตุนสินค้าหรอกครับ! เป็นแค่เรื่องของประชาชนตื่นตระหนก แห่กันไปเติมน้ำมันจนเกลี้ยงปั๊มเอง!"
แต่พอกระแสสังคมรู้ทัน ดาหน้ากันออกมารุมทุบรัฐบาลจนน่วม ว่า "ทำงานไม่เป็น" ปล่อยให้ไร้ความโปร่งใส ศรัทธาประชาชนดิ่งเหว บทละครหน้าม่านเลยต้องเปลี่ยนกระทันหัน จากสูตร "ไม่มีไอ้โม่ง" พลิกแพลงกลายมาเป็น "ต้องรีบหาคนผิดมารับบาป" เพื่อดับไฟแค้นของสังคม
ทว่า... จะให้ไปลากคอ "ไอ้โม่งตัวจริง" มาขึ้นเขียงน่ะรึ ? ใครๆ ก็รู้ว่าในธุรกิจพลังงานช่วงนาทีทองนั้น มีตัวละครสำคัญที่เป็น "เสือหิวคนกลาง" นั่นคือ กลุ่มผู้ค้าน้ำมันตาม มาตรา 10 หรือที่คนในวงการเรียกว่า "จ็อบเบอร์" (Jobber) ยี่ปั๊วรายใหญ่ ที่มีคลังและรถขนส่งเป็นกองทัพ
ว่ากันว่า พ่อค้าส่งน้ำมันระดับบิ๊กเนมที่ได้ตั๋วโควตาใบยักษ์ ลากน้ำมันออกจากโรงกลั่นและคลังน้ำมันไปได้ในช่วงวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ใช่ตาสีตาสาจากไหน แต่เป็น "ท่อน้ำเลี้ยงสายตรง" ของพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งสิ้น!
ยิ่งเจาะลึกช่วงเวลาเกิดเหตุ สปอตไลต์ยิ่งดวงใหญ่ ส่องไปที่ "โกเกี๊ยะ" พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่นั่งควบตำแหน่งใหญ่เป็น "ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพลังงานเร่งด่วน" ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คุมกลไกเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งกระทรวงคมนาคม ที่ดูแลรถขนส่งทางบก และกรมเจ้าท่า ที่ดูแลเรือขนส่งน้ำมันทั่วราชอาณาจักร...
ช่องว่างเบ้อเร่อขนาดช้างลอดได้ จึงเกิดขึ้นอย่าง "จงใจ" หรือไม่ ?!
กระบวนการ "กินส่วนต่างราคาน้ำมัน" ด้วยข้อมูลอินไซด์จึงเกิดขึ้น สัญญาณลับถูกส่งซิกข้ามคลื่นให้จ็อบเบอร์สายตรงรู้ล่วงหน้าว่า น้ำมันจะปรับราคาขึ้นวันไหน เพดานดีเซลจะขยับพรวดเดียว 6 บาท เมื่อไหร่ กลุ่มจ็อบเบอร์การเมือง ก็รีบควักตั๋วอภิสิทธิ์ไปลากน้ำมันดีเซลออกจากโรงกลั่น และคลังน้ำมันทันที โดยไร้การตรวจสอบ ไร้การติดตามว่า ไอ้น้ำมันมหาศาลเหล่านั้น ขนไปไหน อย่างไร ?
จากนั้นขบวนการนี้ก็ใช้มุกคลาสสิก สั่งรถขนส่งวิ่งให้ช้าลง สั่งเรือขนส่งลอยลำแช่เย็น แช่อิ่ม ไว้ในอ่าวไทย เพื่อประวิงเวลา และแกล้งไม่ระบุปลายทางชัดเจนในเอกสาร ทั้งหมดก็เพื่อดึงเช็ง รอให้เลยเที่ยงคืนวันประกาศราคาใหม่ พอกลไกราคาดีดขึ้นปุ๊บ ค่อยปล่อยน้ำมันออกมาขาย
ฟันกำไรส่วนต่างเนื้อๆ นิ่ม ๆ กอบโกยสะสมกันเป็นหลายพันล้าน หรือเผลอๆ แตะระดับหมื่นล้านบาท! โดยที่ท่านประธานแก้ปัญหาพลังงานขณะนั้นกลับ "มองไม่เห็น" หรือ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น !?
พอเรื่องแดงโร่จนปิดไม่มิด ปฏิบัติการ "เบี่ยงประเด็น-เซฟพวกพ้อง" จึงถูกส่งไม้ต่อมายังกระทรวงยุติธรรม ที่มี “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” อดีตนายพลตำรวจสายตรง "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" นั่งคุมบังเหียนอยู่ งานนี้วงในเม้าต์กันให้แซดว่า มี “ใบสั่ง” หน้าเสื่อทางการเมือง เพื่อมาช่วยเคลียร์บาดแผล และซับเลือดให้ "พิพัฒน์" ขุนพลและท่อน้ำเลี้ยงฝั่งอันดามัน ของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ!
“ดีเอสไอ” ภายใต้การกำกับของ “พล.ต.ท.รุทธพล” จึงเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางลมกระทันหัน จากที่จะสืบสาวราวเรื่องว่า “จ็อบเบอร์ค่ายไหน ใครมันกักตุน? กลับเฉไฉ ชี้นิ้วเบนเป้าไปที่ “โรงกลั่น” และผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 7
ดังที่เห็นในเวทีตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ “4 ประสาน” ฝ่ายรัฐบาลพยายาม “ปั่น” กระแสสังคมให้ไขว้เขว ว่าโรงกลั่นทำบัญชีสต็อกไม่โปร่งใส มีส่วนรู้เห็นปล่อยให้น้ำมันรั่วไหล หวังใช้คำว่า "บริษัทมหาชน" ของโรงกลั่น เป็นกระสอบทรายใบใหญ่รองรับอารมณ์โกรธของประชาชน เพื่อเบี่ยงแสงสปอตไลต์ ออกจากกลุ่มจ็อบเบอร์ และนักการเมืองที่คุมกลไกขนส่ง
ยิ่งไปกว่านั้น “ดีเอสไอ” ยังพยายาม "ลดทอนดีกรีความผิด" ของขบวนการนี้ จากข้อหาหนักหนาสาหัสอย่าง "กักตุนสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงสงคราม" ให้กลายเป็นเพียง "ความผิดทางธุรการ-เอกสารบกพร่อง" เช่น สำแดงเท็จ เดินเรือไม่ระบุปลายทาง หรือเอกสารขนส่งไม่ครบถ้วน เพื่อให้จ็อบเบอร์ตัวจริงรอดคดีอาญาแรงๆ ไปได้แบบหล่อๆ ส่วนเคสนอมินีเงินหมุนเวียน 3,000 ล้านบาท ที่อ่างทอง หรือสายส่งที่ สุราษฎร์ธานี ก็ทำเข้มตัดตอนไว้แค่คนขับรถ กับยี่ปั๊วปลายแถวให้จบๆไป!
แต่เกมนี้อย่างที่ว่าไป... “คนวงใน”เขาดูออก และฝั่งผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 7 หรือโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็น TOP, GC, IRPC ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เขาก็ไม่ยอมอยู่เฉยเป็นเป้านิ่งให้ใครมารังแก ทุกค่ายตบเท้า แถลงกร้าว ยืนยันดำเนินธุรกิจโปร่งใส100% ผลิตและส่งมอบน้ำมันตามสัญญาต่อเนื่อง ไม่ได้มีส่วนกักตุน หรือดึงเช็งหน้าโรงกลั่นแน่นอน พร้อมยินดีที่จะให้ตรวจสอบ
มีคำถามย้อนศรกลับไปที่รัฐบาลว่า...แล้วไอ้ฝั่งจ็อบเบอร์ในเครือข่ายนักการเมือง ที่ไม่มีระบบแทร็กกิ้งตรวจสอบปลายทาง ทีมอะเวนเจอร์ของรัฐบาลเคยไปตรวจสอบหรือยัง?
คนวงในเชื่อกันว่า บรรดาโรงกลั่นมหาชนเหล่านี้ ต่างก็มี “ไพ่ตาย” ใบสำคัญที่ยังไม่ได้หงายออกมา ถ้าขืนรัฐบาลยังคิดจะจับบูชายัญ โยนขี้ให้รับเป็นแพะแทน“ไอ้โม่ง”ล่ะก็ สังคมอาจจะได้เห็น “ความจริงที่มีหนึ่งเดียว” ปรากฏขึ้น!
งานนี้ การประลองกำลังระหว่าง "อำนาจรัฐบวกทุนการเมือง" กับ "ธรรมาภิบาลบริษัทมหาชน" ใครจะอยู่ ใครจะไป และบทละครฉากใหญ่นี้ จะลงเอยแบบไหน ต้องติดตามตอนต่อไปชนิดห้ามกระพริบตา!
++ “อนุทิน”บอกได้นั่งในทำเนียบฯ เพราะมีบ้านอยู่ที่เขากระโดง...ไม่สนคำครหาผิดจรรยาบรรณ ?!
เพราะ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาประกาศเตรียมยื่นถอดถอน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลูกชายผู้สืบทอดดีเอ็นเอ การเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” ออกจากตำแหน่ง
ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง!
โดยมีมูลเหตุจากเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” ที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า เป็นที่ดินของการรถไฟ แต่คนใน“ตระกูลชิดชอบ” ยังคงยึดครอง ทำธุรกิจโรงไม่หิน สนามฟุตบอล และสนามแข่งรถ
เรื่องนี้ “อนุทิน” พยายามเบนประเด็นว่า ตัวเขาไมได้เป็นคนที่เข้าไปครอบครองที่ดินที่เขากระโดง เป็นแค่ผู้อาศัย เพราะมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน
พร้อมชี้แจงว่า เหตุที่ไปมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น เพราะเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ระบุว่า แม้จะเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อ ก็จะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้น และตอนนั้นตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว
เมื่อตนเองได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ชาวบุรีรัมย์ เลือกให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง เข้ามาร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน และตนเองก็อยู่ที่นั่นมาระยะหนึ่งแล้ว จึงมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น
เวลาไปไหน ก็บอกว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งในการที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น ...เป็นสิทธิ์ของผม ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรม ไม่ได้ผิดจรรยาบรรณใดๆ ทั้งสิ้น!
“อนุทิน” ถึงกับบอกว่า ที่เขากระโดงตรงนี้คือ“เซฟโซน” ของเขา และไม่ห่วงว่าจะเป็นปัญหา จนทำให้เขาตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
“เรื่องเขากระโดง กระตุกผมเหรอ กระตุกจนมาอยู่ตรงนี้ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล นี่แหละครับ...จบข่าว!"
ท่าทีเหมือน ยักไหล่ ไม่ยี่หระ บอกว่าที่เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะมีบ้านอยู่ที่บุรีรัมย์ อญุ่ที่เขากระโดงหรอกหรือ
แต่ “อนุทิน” ต้องไม่ลืมว่า พื้นที่ “เขากระโดง” เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างประชาชน กับการรถไฟ และในหลายคดี ศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วว่า ที่ดินบางแปลง เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ
ประเด็นนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ผิดหรือถูก”ทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงจริยธรรม และ เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”ด้วย
จริงอยู่ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน” ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยอัตโนมัติ และไม่ได้เท่ากับกระทำผิดทันที เพราะในทางกฎหมาย ทะเบียนบ้านเป็นเพียงหลักฐานการอยู่อาศัย ไม่ใช่โฉนด
แต่ปัญหาคือ เมื่อ“อนุทิน” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดฝ่ายบริหาร และรัฐเอง โดยการรถไฟกำลังมีข้อพิพาทกับประชาชน ในพื้นที่เดียวกัน ย่อมเกิดคำถามเรื่อง “ความเป็นกลาง” และ “อิทธิพลทางอำนาจ”ทันที
แม้จะไม่มีหลักฐานว่า“อนุทิน” ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ เข้าแทรกแซงก็ตาม
ประเด็นสำคัญคือ “สภาพที่ทำให้สังคมรู้สึกว่า อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน” ซึ่งในมาตรฐานจริยธรรมสากล ถือว่าสำคัญไม่แพ้การทุจริตจริง เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องทำผิดกฎหมาย หรือไม่ แต่รวมถึงการหลีกเลี่ยง
สถานการณ์ ที่ทำให้สาธารณชนสงสัยว่า การใช้อำนาจรัฐอาจเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัว หรือเครือข่ายทางการเมืองด้วย
ยิ่งกรณี “เขากระโดง” มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นข้อพิพาทยืดเยื้อ ที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาหลายคดี ซึ่งศาลฎีกาบางคดี ได้วินิจฉัยว่า พื้นที่บางส่วน เป็นที่ดินของ รฟท. แล้ว แต่กระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิ และการบังคับใช้ กลับดำเนินไปอย่างล่าช้า จนเกิดข้อครหาว่า “มาตรฐานรัฐใช้กับคนทั่วไป และคนมีอำนาจเท่ากันหรือไม่”
ดังนั้น เมื่อ “อนุทิน” ที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำรัฐบาล กลับมีความเชื่อมโยงทางทะเบียนบ้านกับพื้นที่ดังกล่าว แม้จะอธิบายได้ว่า ไม่ผิดกฎหมาย ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงคำถามในเรื่องของ “จริยธรรม”
สำหรับ “อนุทิน” แล้ว คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ผิดกฎหมายไหม” แต่คือ “เหมาะสมไหม” และ“ควรวางตัวอย่างไร” เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำประเทศ ต้องสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำทางกฎหมายเสมอ
โดยเฉพาะในคดีที่รัฐเป็นคู่พิพาทกับประชาชน หากปล่อยให้เกิดภาพว่า คนมีอำนาจอยู่ในพื้นที่พิพาทเดียวกับที่รัฐลังเลจะบังคับใช้กฎหมาย ก็จะยิ่งทำให้สังคมรู้สึกว่า กฎหมายไทยอาจแข็งกับคนธรรมดา แต่ยืดหยุ่นกับชนชั้นนำทางการเมือง
ต้องตามดูกันยาวๆ ว่า ที่ “เขากระโดง” ซึ่ง “อนุทิน” บอกว่าเป็น “เซฟโซน” ...ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรม ไม่ได้ผิดจรรยาบรรณใดๆ ทั้งสิ้นนั้น... ประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ และสุดท้ายแล้วจะทำให้เขาตกเก้าอี้หรือไม่ ?!

