xs
xsm
sm
md
lg

องคมนตรีนั่งประกบ “อนุทิน” สัญญาณย้ำ “วิกฤตศรัทธา” รัฐบาล “อุ้มทุนใหญ่ ละเลยคนยาก!” ** “บุรีรัมย์” วางแผนกินรวบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ องคมนตรีนั่งประกบ “อนุทิน” สัญญาณย้ำ “วิกฤตศรัทธา” รัฐบาล “อุ้มทุนใหญ่ ละเลยคนยาก!”

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองอย่างเผ็ดร้อน และลึกซึ้งในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อปรากฏภาพ คณะองคมนตรี 9 คน นำโดย นายพลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เข้าร่วมสังเกตการณ์ และให้คำแนะนำในการประชุมที่ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนท์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ

ในทางบริหาร รัฐบาลพยายามสื่อสารแง่บวกว่า นี่คือภาพจำของการบูรณาการระดับชาติ เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อนำข้อห่วงใย และพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว” มาเป็นเข็มทิศ ฝ่าวิกฤตภัยแล้งจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ

คณะองคมนตรี เข้ามาร่วมสังเกตุการณ์การประชุมแก้ภัยแล้ง
แต่ในทางปฏิบัติ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพคณะองคมนตรีที่มาแน่นห้องประชุมแบบเต็มพิกัดเช่นนี้ กำลังส่งสัญญาณตรงไปยังประสิทธิภาพของรัฐบาล "อนุทิน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !

เพราะคำถามพื้นฐานในใจประชาชน คือ ถ้าระบบราชการปกติภายใต้การนำของ “นายกฯควบมหาดไทย” เป็นที่พึ่งและไว้วางใจได้จริง ภาพการลงมานั่งประกบ “อนุทิน” ขนาดนี้... มีความจำเป็นจริงหรือ ?

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ประจวบเหมาะราวกับภาพสะท้อน "เนื้อใน" เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล”ล่าสุดเมื่อ 17 พ.ค.69 ในหัวข้อ “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” ตัวเลขที่ออกมา ถือเป็นทางตันแห่งศรัทธาอย่างแท้จริง เมื่อตัวเลข ระบุว่า ประชาชน“ไม่ค่อยคาดหวัง” สูงถึงร้อยละ 33.16 และ “ไม่คาดหวังเลย” อีกร้อยละ 23.45 รวมแล้วมีคนเกินครึ่งประเทศ ที่หันหลังให้คำสัญญาของรัฐบาลชุดนี้

สิ่งที่ประชาชนสะท้อนผ่านโพลไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ แต่เป็นเรื่องของ "ปากท้อง" และ "ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"ที่รัฐบาลปล่อยให้เป็น “3แผลเปิด” เรื้อรังโดยไม่มีการแก้ไขในระดับโครงสร้าง

อนุทิน ชาญวีรกูล
แผลแรกมาตรการลดรายจ่ายที่ทำได้แค่ "ปะผุ" ความต้องการอันดับหนึ่งของประชาชน ร้อยละ 77.97 คือ การลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน และราคาสินค้า ทว่าที่ผ่านมา มาตรการของกระทรวงพลังงาน และรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ
โครงสร้างราคาพลังงาน ค่าไฟ และค่าน้ำมัน ยังคงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานผูกขาด และเครือข่ายคนกลุ่มผู้มีบารมีของค่ายน้ำเงิน ที่ถึงวันนี้ยังจับ "ไอ้โม่ง" กักตุนน้ำมันไม่ได้ ปล่อยให้เงินในกระเป๋าชาวบ้านไหลออกไม่หยุด

แผลที่ 2 วิกฤตหนี้ท่วม แบกหนี้สาธารณะใหม่อีก 4 แสนล้าน ... ในขณะที่หนี้ครัวเรือนจมมิดหัว มาตรการแก้หนี้ที่รัฐบาลเคยป่าวประกาศ กลับเป็นเพียงผักชีโรยหน้า ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ประชาชนกังวลที่สุดในเวลานี้ คือ กรณีที่รัฐบาลเตรียมกู้เงินเพิ่มอีก 4 แสนล้านบาท จนหนี้สาธารณะปูดทะลุเพดาน เป็นภาระผูกพันไปถึงอนาคต ลูกหลาน พร้อมกับคำถามว่า จะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจริง หรือแค่นำมาถมงบประมาณ เพื่อหล่อเลี้ยงเสถียรภาพและผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ?

แผลที่ 3 ไร้หลักประกัน ไร้ทิศทางการสร้างงานสร้างรายได้ ... นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่อำนาจ รัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีเมกะโปรเจกต์ หรือนโยบายเศรษฐกิจฐานรากที่ชัดเจนพอจะสร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน มีแต่คิดเพื่อพวกพ้องเช่น "โครงการแลนด์บริดจ์" ประชาชนรู้สึกเคว้งคว้าง และไร้ที่พึ่งจนมองว่า เศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีแต่จะแย่ลง
ไหนล่ะ..รวยไม่ไหวแล้ว!!!

ตัดสลับกับภาพรัฐบาล และรัฐมนตรีจัด “ดินเนอร์กับบรรดาเจ้าสัว และนายทุนใหญ่” ระดับแสนล้านของประเทศ เป็นภาพที่บาดลึกในใจคนยาก คนจน ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “รัฐบาลนายทุน กินหรู อยู่กับเจ้าสัว ปล่อยให้ประชาชนอดอยากปากแห้ง” ซึ่งจากงานนี้เชื่อได้ว่า ทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดนี้ จะคำนึงแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาด มากกว่าเสียงร้องทุกข์ของชาวบ้าน ที่จนไม่ไหวแล้ว แน่นอน

ซ้ำร้ายไปกว่าความล้มเหลว เชิงตัวเลขเศรษฐกิจ คือ วิกฤตภาพลักษณ์และข้อครหาที่นับวันยิ่งเด่นชัด ในยุคที่กลไกของกระทรวงมหาดไทยที่ "อนุทิน" นั่งควบ ฝ่ายปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ภายใต้การกำกับของ นายกฯอนุทิน สังคมกลับเห็นการเบ่งบานของ “นอมินี และทุนเทาข้ามชาติ” ที่เข้ามากลืนกิน และยึดครองพื้นที่ทางธุรกิจในหลายจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองเศรษฐกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสัน การกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ และแย่งอาชีพคนไทยตัวเล็กตัวน้อย เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยที่กลไกของรัฐทำเพียง “เกียร์ว่าง” หรือจับกุมแบบเอาตัวรอดไปวันๆ

ถ้าจะให้พูดในภาพรวมก็ต้องบอกว่า รัฐบาลไม่มีข้ออ้างแก้ตัวใดๆ

เมื่อรายจ่ายไม่ลด หนี้เก่าไม่เคลียร์ หนี้ใหม่ขยับพุ่ง รายได้มองไม่เห็นทาง แถมปล่อยทุนเทาและนอมินีต่างชาติแย่งอาชีพคนไทย จึงไม่แปลกเลยที่กลไกระดับสูงของบ้านเมืองอย่างคณะองคมนตรี ซึ่งประกอบด้วยเทคโนแครต และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องลงมานั่งประกบกำกับการแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยตัวเองในลักษณะ “สัญญาณ" เตือนกึ่งกำกับการทำงาน

เพราะหากปล่อยให้รัฐบาลที่มีภาพจำ “อุ้มทุนใหญ่ ละเลยคนยาก” บริหารจัดการวิกฤตธรรมชาติรอบนี้ตามยถากรรม ความขัดแย้งทางชนชั้น และวิกฤตความเชื่อมั่น อาจลุกลามจนเกินกว่าจะควบคุมได้

แม้หน้าฉาก รัฐบาลจะรีบแถลงตัวเลขความคืบหน้าของโครงการ “มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569” ว่าสูบน้ำช่วยไปได้แล้วเกือบ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ใน 18 จังหวัด แต่อย่างที่แวดวงการเมืองรู้ดีว่า ปัญหาภัยแล้งรอบนี้เป็น “ของจริง” และส่งผลกระทบต่อต้นทุนชีวิตของเกษตรกรรากหญ้าในวงกว้าง

ท้ายที่สุดแล้ว ในสายตาของสาธารณชนภาพการประชุมร่วมกันที่ตึก ปภ.ครั้งนี้ จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ “อนุทินดินเนอร์กับเจ้าสัว” จะต้องถูกจดจำและหลายฝ่ายก็จะต้องจับตาดูว่า หลังจากนี้ เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้าน หรือโครงการเมกกะโปรเจกต์จะไหลไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัวนายทุนทั้งหลาย หรือกระทั่งปล่อยให้มีเหตุ “เตะหมูเข้าปากหมา” เหมือน "ไอ้โม่ง" ตุนน้ำมันโกยกำไรอื้อ

นี่คือ บทพิสูจน์ของรัฐบาลอนุทิน ที่ไม่มีเวลาให้แก้ตัวอีกต่อไป!

อนุทิน ชาญวีรกูล ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
++ “บุรีรัมย์” วางแผนกินรวบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ !

คงจำกันได้ดีว่า หนึ่งในข้อสำคัญของ MOA ที่พรรคประชาชน ทำกับพรรคภูมิใจไทย ก่อนหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็น “นายกส้มหล่น” นอกจากต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนแล้ว ต้องผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังพิจารณกันอยู่ในขณะนั้นด้วย

แต่สุดท้าย “อนุทิน” ปัสสาวะรดหัวใจคนพรรคส้ม ประกาศยุบสภาเสียก่อน ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่พิจารณากันไว้ เป็นอันตกไป
ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง พ่วงทำประชามติ ปรากฏว่า ประชาชนเห็นพ้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องมานับหนึ่งกันใหม่
เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) “อนุทิน” และ สส.พรรคภูมิใจไทย เข้ายื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับของพรรคภูมิใจไทย ต่อ“โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จุดสำคัญของ ร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคนี้ อยู่ที่ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน ที่จะมาทำการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จใน 360 วัน

สสร. 100 คนนั้น ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมาจากการสมัครจากทั่วประเทศ จำนวน 77 คน และมีสำรองอีก 300 คน จากนั้น ส่งรายชื่อเข้ามาที่รัฐสภา เพื่อให้มีการคัดเลือกตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา

ขั้นตอนนี้ พรรคไหนมีจำนวนสส.เยอะ ก็มีสิทธิ์เลือก สสร.ได้หลายคน

เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา โดยในขั้นตอนนี้ ต้องมี สว. 1 ใน 4 ให้ความเห็นชอบด้วย
ลองมาดูรายละเอียด ที่มา สสร. 100 คนนั้น 77 คนมาจากจังหวัด คัดกันมาให้เหลือจังหวัดละ 4 คน และสมัครในสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญอีก 23 คน ทั้งหมด ส่งให้รัฐสภาเลือกตามสัดส่วนสมาชิก ก็เท่ากับ 7:1

พรรคภูมิใจไทย มี สส.192 คน ก็เลือกสสร.ได้ 27 คน ส่วนสว. ที่ว่ากันว่าอยู่ในกลุ่ม “สีน้ำเงิน” นั้นมี 140 คน ก็เลือกไปได้อีก 20 คน รวม 47 คน จาก 100 คนแล้ว

ให้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน ร่างเสร็จต้องกลับมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยมีเงื่อนไข นอกจากได้รับเสียงข้างมากของรัฐสภาแล้ว ในจำนวนดังกล่าวยังต้องมี สว.เห็นชอบ 1 ใน 4 หรือ ไม่น้อยกว่า 50 คน

สุดท้ายเท่ากับว่า เสียง สว. 50 คน จากสมาชิกรัฐสภา 700 คน กลายเป็นเสียงชี้ขาด ว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะได้ไปต่อหรือไม่
“ขั้วสีน้ำเงิน” กินรวบมาแล้ว ทั้ง “สส.-สว.-องค์กรอิสระ” แล้วตอนนี้เห็นหรือยังว่า ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็กำลังจะเข้าไปอยู่ในกำมือของ“กลุ่มบุรีรัมย์คอนเนกชัน”!!