xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์ปิดปากไม่พูดเรื่องไต้หวันช่วง 3 วันที่อยู่ในปักกิ่ง ขณะพร่ำยกยอ ‘สี’ จนออกจะเกินงาม : สรุปสาระสำคัญจากทริปเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ชี้ไม้ชี้มือไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ภายหลังที่ผู้นำจีนนำชมสวนในทำเนียบจงหนานไห่ กรุงปักกิ่ง, ประเทศจีน เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.)
Takeaways from Trump's trip to China: Taiwan, a new framework for relationship and flattery for Xi
By Associated Press
16/05/2026

ระหว่างเวลา 3 วันที่อยู่ในจีน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในอาการเงียบผิดปกติ ไม่ค่อยพูดจากับพวกผู้สื่อข่าวเท่าไรนัก และส่วนใหญ่แล้วถึงกับไม่โพสต์ข้อความอะไรบนโซเชียลมีเดียเลย จากนั้นเขาก็ขึ้นเครื่องบินประจำตำแหน่ง “แอร์ฟอร์ซวัน” (Air Force One) ของเขาเดินทางกลับสหรัฐฯ และปล่อยวาจาตลอดจนความคิดเห็นต่างๆ อย่างพรั่งพรูอีกครั้งหนึ่ง

การเดินทางเยือนจีนเที่ยวนี้ของทรัมป์ ถูกครอบงำอย่างไม่เป็นที่คาดหมายกันมาก่อนด้วยการเจรจาหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับไต้หวัน และความคิดเห็นที่ว่าวอชิงตันกับปักกิ่งสามารถที่จะตกลงนำเอากรอบโครงใหม่มาใช้เพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนยิ่งของพวกเขาหรือไม่

ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการพูดจาหารือกับ ทรัมป์ ในคราวนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เปิดฉากด้วยคำเตือนว่า –ถ้าหากวอชิงตันจัดการกับความสัมพันธ์ที่มีพวกเขามีอยู่กับเกาะไต้หวันอย่างผิดพลาดแล้ว สหรัฐฯกับจีนก็อาจจะจบลงด้วยการกระทบกระทั่งกัน หรือแม้กระทั่งเกิดการสู้รบขัดแย้งกันอย่างเปิดเผย

ทรัมป์ไม่ได้ตอบโต้คำเตือนนี้ต่อหน้าสาธารณชน และงดเว้นการพูดจาอ้างอิงถึงไต้หวันระหว่างที่อยู่ในปักกิ่ง แต่เมื่ออยู่บน แอร์ฟอร์ซวัน” เพื่อเดินทางกลับบ้าน เขาพูดบ่งชี้ว่า การคัดค้านอย่างหนักแน่นจริงจังของ สี อาจจะทำให้เขาขบคิดทบทวนเสียใหม่เกี่ยวกับการขายอาวุธอเมริกันให้แก่ไทเปตามที่ได้มีการวางแผนกันเอาไว้แล้ว

สำหรับหัวข้ออื่นๆ ของการเจรจากันนั้น ยังมีเรื่องของการค้า และสงครามของสหรัฐฯกับอิสราเอลในอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกคาดหมายกันเอาไว้มากว่าจะเป็นหัวข้อที่มีการให้ความใส่ใจกันเยอะที่สุด นอกจากนั้นแล้ว เรื่องที่เตะตาอีกเรื่องหนึ่งคือทรัมป์ใช้ทริปเดินทางนี้ในการยกยอเอาใจผู้นำของจีนอย่างมากมาย ถึงแม้ สี ไม่ได้ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้ออะไรนักก็ตามที

นอกจากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯยังไม่ได้บ่ายเบี่ยงต่อหน้าสาธารณชน ในเรื่องที่จีนให้คำอธิบายว่า เขา กับ สี ได้เห็นพ้องต้องกันในเรื่อง “การสร้างสรรค์” วิสัยทัศน์ใหม่ สำหรับการจัดการกับประเด็นต่างๆ ในความสัมพันธ์ของพวกเขา

ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญๆ จากทริปเดินทางเที่ยวนี้ของทรัมป์

1. ทรัมป์สงบปากสงบคำในเรื่องไต้หวัน –จนกระทั่งในตอนที่เขาขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน

ก่อนหน้าการเดินทางเที่ยวนี้ ทรัมป์แสดงอาการให้เห็นว่าอยู่ในภาวะสองจิตสองใจไม่อาจยืนยันให้เด็ดขาดลงไปเกี่ยวกับนโยบายเรื่องไต้หวันในสมัยสองแห่งการเป็นประธานาธิบดีของเขา จนกระทั่งก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เขาอาจถึงขั้นแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยชัดเจนจะลดความเข้มข้นในการให้ความสนับสนุนแก่ระบอบประชาธิปไตยในเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้ ซึ่งถูกฝ่ายปักกิ่งมองว่าเป็นมณฑลกบฏของตนที่พยายามแยกตัวเองออกเป็นเอกราช

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ ยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนั้นในเรื่องแบบแผนวิธีการที่สหรัฐฯติดต่อสัมพันธ์กับไต้หวัน ทว่ามันก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ในเรื่องที่ ทรัมป์ –ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงในเรื่องเข้าอกเข้าใจความละเอียดอ่อนในทางการทูตอะไรกับเขา— อาจจะให้ความเห็นแบบไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าและขาดการไตร่ตรอง ซึ่งบังเกิดผลกระทบอย่างซับซ้อนมโหฬารต่อไต้หวัน

ลงท้ายแล้ว ทรัมป์ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับไต้หวันต่อหน้าสาธารณชนเลย แม้กระทั่งขณะที่คู่เจรจาฝ่ายจีนของเขาเสนอแนะว่า ประเด็นเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้คือมิติสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน

แต่แล้วภายหลังเดินทางออกจากจีน เมื่อถูกพวกผู้สื่อข่าวกดดันซักไซ้ ทรัมป์ก็เปิดปากบอกว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะยังคงเดินหน้าต่อไปกับแพกเกจขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันซึ่งเขาได้อนุมัติเอาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ภายหลังจากรับฟังการโต้แย้งคัดค้านของ สี แล้ว

คณะบริหารที่สังกัดพรรครีพับลิกันของทรัมป์นั้น ได้อนุมัติเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในแพกเกจขายอาวุธคิดเป็นมูลค่าราวๆ 11,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่ไทเป ทว่าจากนั้นก็ยังไม่ได้ขยับเดินหน้าอะไรต่อ นอกจากนั้นแล้วในเดือนมกราคมปีนี้ ทางรัฐสภาสหรัฐฯยังได้อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันอีกแพกเกจหนึ่งซึ่งมีมูลค่าสูงกว่านั้นอีกคือ 14,000 ล้านดอลลาร์ ทว่าการขายเหล่านี้ไม่สามารถเดินหน้าได้ หากทรัมป์ยังไม่ได้ส่งเรื่องอย่างเป็นทางการไปที่รัฐสภา

“ประธานาธิบดี สี กับ ผม พูดจากันเยอะแยะเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน” ทรัมป์บอกกับพวกผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี เขากล่าวว่า ผู้นำของจีนผู้นี้ “ไม่ต้องการที่จะเห็นการสู้รบกันเนื่องจากการประกาศเอกราช เพราะมันจะต้องเป็นการเผชิญหน้ากันที่รุนแรงมากๆ”

“ผมรับฟังเขาอธิบายจนจบ” ทรัมป์ กล่าว แต่ “ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร”

ทรัมป์ดูเหมือนประสบความยากลำบากในการนึกถึงชื่อของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายของวอชิงตันที่มีต่อเกาะแห่งนี้ โดยกล่าวว่า “สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการทำในตอนนี้ก็คือ สงครามที่อยู่ห่างไกลออกไป 9,500 ไมล์”

เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาการเข้าไปแทรกแซงในทางทหารหรือไม่ ถ้าหากจีนเกิดบุกโจมตีไต้หวัน ทรัมป์ ตอบว่าเขาไม่ต้องการที่จะพูดเรื่องนี้ --การไม่ให้คำตอบเช่นนี้ อันที่จริงแล้วก็เป็นการสอดคล้องกับนโยบายที่ใช้มายาวนานของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักเรียกขานกันในชื่อว่า “ความกำกวมในทางยุทธศาสตร์”

นโยบายที่ว่านี้ระบุว่า สหรัฐฯเห็นชอบที่จะทำให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าไต้หวันมีทรัพยากรต่างๆ สำหรับป้องกันตนเองถ้าหากจีนพยายามที่จะใช้กำลังเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจฝ่ายเดียว ทว่านโยบายนี้ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าวอชิงตันจะต้องใช้มาตรการทางทหารถึงขนาดไหนเพื่อตอบโต้ปักกิ่ง หากพวกเขาตัดสินที่จะทำการรุกรานดังกล่าว

2. ทรัมป์กับสี ยังคงพูดจากันในเรื่องเกี่ยวกับอิหร่าน

ดูเหมือนว่าผู้นำคู่นี้มีการพูดจากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว เกี่ยวกับการสู้รบขัดแย้งในอิหร่านที่สหรัฐฯยั่วยุให้เกิดขึ้นมา ซึ่งได้นำไปสู่การที่ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งพรวด และ –ถ้าหากยังขยายตัวต่อไป— ก็อาจผลักดันโลกทั้งใบให้ก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ทรัมป์บอกว่า สี เห็นพ้องกับเขาในเรื่องที่ว่ามันเป็นไอเดียที่แย่มากถ้าหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งยังมีความเห็นร่วมกันในเรื่องที่ว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่า สี กระทั่งเสนอให้ความช่วยเหลือเพื่อหาหนทางปิดเกมสงครามคราวนี้

อย่างไรก็ดี ทางฝ่าย สี และพวกเจ้าหน้าที่จีน ไม่เคยออกมายืนยันว่ามีการเสนอในเรื่องเช่นว่านี้ จีนนั้นแถลงต่อสาธารณชนว่า หนทางแก้ไขปัญหานี้ ควร “พิจารณาถึงความกังวลสนใจต่างๆ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ในประเด็นปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน”

ในทัศนะของทรัมป์ จีนสมควรที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องให้มากขึ้นในการคลี่คลายแก้ปัญหาการสู้รบขัดแย้งนี้ เมื่อคำนึงถึงการที่จีนต้องพึ่งพาอาศัยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ขนส่งมาจากตะวันออกกลาง

ถ้าทรัมป์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว สี ให้เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น มันก็สามารถเพิ่มน้ำหนักอิทธิพลอย่างสำคัญให้แก่ความพยายามของสหรัฐฯในการเสาะแสวงหาทางออกมาจากสงครามอิหร่านอย่างดูน่าเชื่อถือ

3. สี กล่าวยกย่องสถานะใหม่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ซึ่งใช้ชื่อเรียกขานว่าเป็นเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกันนี้ ทางฝ่ายจีนแถลงว่าผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันในเรื่องวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับ
"ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์"(constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

กระทรวงการต่างประเทศจีนบอกว่า กรอบโครงนี้จะเป็นตัวปรับเปลี่ยนโฉมหน้าสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด 3 ปี –นั่นคือระยะเวลาที่เหลืออยู่แห่งสมัยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์— และมุ่งเน้นหนักไปที่การร่วมมือประสานงานกัน, การแข่งขันกันที่อยู่ภายในขอบเขตจำกัด, และการบริหารจัดการกับความผิดแผกแตกต่างกันทั้งหลาย

แนวความคิดก็คือ “การรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคงและราบรื่นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน” นี่เป็นคำกล่าวของ เฮเลนา เลการ์ดา (Helena Legarda) แห่ง สถาบันเมอร์เคเทอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน, เยอรมนี

ขณะที่ จอร์จ เชน (George Chen) ผู้ร่วมงานระดับหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษา ดิ เอเชีย กรุ๊ป (The Asia Group) กล่าวว่า แบบแผนวิธีการในแนวทางนี้สามารถมองได้ว่าเป็นความก้าวหน้า ภายหลังยุคสมัยของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าทรัมป์ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครต ซึ่งในตอนนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนถูกตีกรอบว่าเป็น การแข่งขันกันในทางยุทธศาสตร์ (strategic competition)

4. ทรัมป์บอกว่าข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ๆ กำลังทยอยตามมา ทว่ากลับแทบไม่ได้เสนอรายละเอียดอะไรให้ทราบกัน

ทรัมป์นำเอาพวกซีอีโอของบริษัทสหรัฐฯระดับท็อปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ร่วมคณะเดินทางไปจีนพร้อมกับเขาด้วย โดยมีทั้ง ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทผลิตเครื่องบินโบอิ้ง, เจนเซน หวง นายใหญ่ของอินวิเดีย ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์, และ อีลอน มัสก์ บิ๊กบอสของ สเปซเอ็กซ์ และเทสลา ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในความพยายามของทรัมป์ที่จะหั่นลดพนักงานลูกจ้างในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

ทรัมป์แถลงว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในดีลขนาดใหญ่ๆ โดยที่จีนอาจจะซื้อเครื่องบินราว 200 ลำจากโบอิ้ง อย่างไรก็ดี เขาออกจากปักกิ่งโดยไม่ได้มีการประกาศเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเรื่องที่พูดกันก่อนหน้านี้ว่า สี จะให้คำมั่นสัญญาสั่งซื้อถั่วเหลืองและเนื้อวัวสหรัฐฯเป็นปริมาณมากๆ ก็ปรากฏว่าถูกเลื่อนออกไปก่อนโดยไม่ได้มีการแถลงอะไรเช่นเดียวกัน

ขณะที่พูดกับพวกผู้สื่อข่าวบน แอร์ฟอร์ซวัน ทรัมป์ชี้ชวนให้เข้าใจว่าลงท้ายแล้วจีนอาจจะซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งมากถึง 750 ลำทีเดียว ถ้าหากออร์เดอร์สั่งซื้อแรกๆ ดำเนินไปด้วยดี นอกจากนั้นแล้วยังมีเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินอีก 450 เครื่องซึ่งผลิตโดยบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก (General Electric หรือ จีอี) ก็จะรวมอยู่ในการสั่งซื้อในอนาคตดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ถ้าหากมันเกิดขึ้นมาได้

ทางฝ่ายจีนนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ แถลงว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบกับการก่อตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการค้า (board on trade) และคณะกรรมการว่าด้วยการลงทุน (board on investments) เพื่อดำเนินการกับความกังวลใจของแต่ละฝ่ายในเรื่องการเข้าถึงตลาดสินค้าการเกษตร และการส่งเสริมการค้าให้ขยายตัวไป ภายในกรอบโครงการลดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน

รายละเอียดมากกว่านี้ของข้อตกลงทางการค้าต่างๆ อาจจะมีปรากฏออกมาในท้ายที่สุด ทว่าก็เฉกเช่นเดียวกับพวกข้อตกลงทวิภาคีสำคัญๆ ทั้งหลายทั้งปวง รายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในสัญญาข้อตกลง คือเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณากันด้วย

ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา ทรัมป์ได้ใช้พิธีลงนามที่จัดขึ้นอย่างละเอียดซับซ้อนก่อนหน้าคณะของเขาจะเดินทางออกจากปักกิ่ง มาเป็นเครื่องยืนยันว่ามีการทำดีลจำนวนหลายสิบฉบับมูลค่ารวมกันราวๆ 250,000 ล้านดอลลาร์ แต่กระนั้นก็ใช่ว่าสิ่งที่ให้คำมั่นสัญญากันเอาไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นดอกผลแท้จริงขึ้นมา

5. ทรัมป์ ยกย่องสรรเสริญ สี ไม่ขาดปาก

ตั้งแต่ช่วงขณะที่ ทรัมป์ เปิดปากกล่าววาจาในปักกิ่ง เขาก็พร่ำพูดจายกย่องสรรเสริญ สี อย่างไม่ขาดปาก โดยที่บางครั้งมันก็เป็นที่รู้สึกกันว่าออกจะมากเกินไปหน่อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า สี ไม่ค่อยได้พูดอะไรทำนองเดียวกันตอบแทนกลับคืนมา

ทรัมป์ได้เรียก สี ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และกล่าวว่าตัวเขากับ สี กำลังจะมี “อนาคตร่วมกันที่แสนมหัศจรรย์”

เขาพูดด้วยว่า มันเป็น “เกียรติ” ที่ได้อยู่ร่วมกับ สี และที่ได้เป็นเพื่อนกับ สี พร้อมกับกล่าวถึงคู่เจรจาของเขาผู้นี้ว่า เป็นคนที่ “อบอุ่น”

ประธานาธิบดีของจีนผู้นี้ ไม่เคยมีชื่อเสียงในเรื่องชอบพูดจาแสดงอารมณ์แบบพรั่งพรู ขณะที่ทรัมป์เอง ก็กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทีวีฟ็อกซ์นิวส์ว่า สี เป็นคนที่ “ทุกอย่างเป็นเรื่องการงานไปหมด”

มีเหมือนกันที่ สี พูดในลักษณะยกย่องสรรเสริญทรัมป์ อย่างที่เขาบอกว่า “การมาเยือนครั้งสำคัญยิ่ง” ของทรัมป์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างล้ำลึกยิ่งขึ้นไปอีก กระนั้น เขาก็ค้นพบวิธีการที่ละเอียดอ่อนมากกว่าในการทำให้ทรัมป์เกิดความปลาบปลื้มพออกพอใจ เป็นต้นว่า เขาให้สัญญาที่จะจัดส่งเมล็ดพันธุ์ต้นกุหลาบเก่าแก่โบราณซึ่งปลูกอยู่ในสวนของทำเนียบจงหนานไห่ สถานที่พำนักและที่ทำงานของ สี และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีนในกรุงปักกิ่ง ไปให้ ทรัมป์ นำไปปลูกในทำเนียบขาว ทั้งนี้ ทรัมป์ได้เห็นกุหลาบเหล่านี้ขณะที่ สี เลี้ยงน้ำชาต้อนรับเขาที่นั่นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.)

สี กล่าวว่าเขาเป็นเจ้าภาพต้อนรับทรัมป์ที่จงหนานไห่ ก็เพื่อเป็นการตอบแทนการต้อนรับขับสู้ที่ทรัมป์จัดให้เขา เมื่อตอนที่เขาไปเยี่ยมคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ชองทรัมป์ในรัฐฟลอริดาในปี 2017

(เก็บความจากเรื่อง Takeaways from Trump's trip to China: Taiwan, a new framework for relationship and flattery for Xi By WILL WEISSERT, AAMER MADHANI, KANIS LEUNG, SIMINA MISTREANU, DARLENE SUPERVILLE and HUIZHONG WU Associated Press (AP)16/05/2026)