ดีเอสไอไล่บี้ 6 โรงกลั่นน้ำมันอ้างปิดบังเอกสารสำคัญใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ 166 ฉบับช่วงวิกฤตในตะวันออกกลาง ชี้ไม่กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ส่อเจตนาปิดบังอำพรางเพื่อเวียนใช้เอกสาร คาดสัปดาห์หน้าเตรียมประชุมออกหมายเรียกโรงกลั่นน้ำมันรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ด้าน3โรงกลั่นปตท. “ไทยออยล์- PTTGC -IRPC”ชี้แจงดีเอสไอ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องการกักตุน หรือ การประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงใด ๆ ทั้งสิ้น ด้านบางจาก ชี้อาจผิดพลาดในการกรอกแบบฟอร์มรายงาน ยันไม่ใช่การกักตุนน้ำมัน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวถึงกรณีดีเอสไอ เตรียมดำเนินการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีประเด็นที่ร้ายแรงหรือเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตตามที่ปรากฏในข่าว แต่เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มรายงาน ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการกำหนดให้ต้องเขียนรายละเอียดที่ยิบย่อยขนาดนี้มาก่อน ทำให้เกิดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
อีกทั้งมีหน่วยงานหลายส่วนเข้ามาตรวจสอบกลุ่มเทรดเดอร์ (Trader) ซึ่งพบว่า มีเทรดเดอร์บางรายกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งตามระเบียบแล้วการแจ้งข้อมูลผิดพลาดจะมีบทปรับตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
ขณะที่บมจ.ไทยออยล์ ในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันของประเทศ ชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเข้าตรวจสอบ การส่งมอบข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานของโรงกลั่นมีระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลด้านการผลิต การจัดเก็บ และการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
โดยในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจ โดยยึดมั่นในพันธกิจการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญสูงสุด ซึ่งบริษัทฯพร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบของภาครัฐจะดำเนินไปตามข้อเท็จจริง ด้วยความเป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน
ด้านบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นขายน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นเท่านั้น โดยไม่มีสถานีบริการน้ำมัน และไม่มีระบบขนส่งในซัพพลายเชน โดยบริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการเข้าตรวจสอบ ให้ข้อมูล ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ซึ่งการดำเนินงานของโรงกลั่นมีระบบการควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกของน้ำมันตามมาตรฐานอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน บริษัทฯ ได้ดำเนินการกลั่นและส่งมอบน้ำมันออกจากโรงกลั่นตามแผนการขายและส่งมอบอย่างครบถ้วน และได้เปิดเผยข้อมูลให้แก่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เชื่อมั่นว่า บริษัทฯ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุน หรือ การประวิงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงใด ๆ ทั้งสิ้น
สำหรับบมจ. ไออาร์พีซี ชี้แจงกรณีที่ภาครัฐมีการตรวจสอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันของประเทศ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการให้ข้อมูล เอกสาร และข้อมูลเชิงสถิติ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมยืนยันกระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่นอยู่ภายใต้ระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการรับเข้า–จ่ายออกน้ำมันตามมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส โดยในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงเวลานั้น
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะกรณีของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศไทยที่พบความผิดปกติจากหลักฐานการร้องทุกข์กล่าวโทษโดยกรมธุรกิจพลังงาน จากการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ว่าตามคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้นำเอาพยานหลักฐานเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาขอให้ดีเอสไอขยายผลตรวจสอบโดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 พบว่าบางโรงกลั่นกลับไม่ได้ระบุรายละเอียดบางหัวข้อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ ไม่ระบุวันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง ไม่ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL เป็นต้น อาจทำให้เกิดการเวียนใช้ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้
แม้ว่าพฤติการณ์ของ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ยังไม่ถือว่าเป็นการกักตุนน้ำมัน แต่หากมองดูบทบาทความสำคัญของการกรอกรายละเอียดในเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่กรอกให้ครบถ้วนทุกหัวข้อ ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงาน และมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 รวมแล้วมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท แม้ว่าอัตราโทษน้อย แต่พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาเป็นรายกรรม
ทั้งนี้ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ ใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ 1.ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง 2.วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง 3.ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง 4.ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง 5.เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง 6.วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง 7.ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง และ 8.ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง
“ใน 166 รายการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ก็มีการกระทำจำนวนรายการมากน้อยต่างกันไป บางโรงกลั่นกระทำ 1-2 ครั้ง แต่บางโรงกลั่นกระทำสูงถึงหลาย 10 ครั้ง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจกระทำการใดหรือไม่ ช่วงนี้คณะพนักงานสืบสวนก็ต้องดำเนินการขยายผลสืบสวนสอบสวนคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะชัดเจนขึ้น และจะได้มีการเรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณา ก่อนออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป”

