คมนาคมล้อมคอกหลังเหตุรถไฟชน สั่งศึกษาแผนใหญ่ให้รถไฟจอดนอกเมือง เลิกวิ่งเข้ากรุงเทพชั้นในแก้ปัญหาจุดตัดเสี่ยง ขีดเส้น 3 เดือนต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม
ภายหลังเกิดเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง ปรากฎว่าในตอนนี้ก็เริ่มได้เห็นมาตรการล้อมคอกจากรัฐบาลแล้ว นำโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกด้านมาตรการแก้ปัญหา กระทรวงคมนาคมเตรียมให้ รฟท. ศึกษาภายใน 3 เดือน ถึงความเป็นไปได้ในการลด หรือยกเลิกรถไฟที่วิ่งเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ผ่านจุดตัดถนนต่างระดับ โดยเฉพาะเส้นทางสายตะวันออก สายใต้ และสายตะวันตก ซึ่งรวมแล้วมีจุดตัดประมาณ 27 จุด
เบื้องต้น มีแนวคิดให้รถไฟจากสายตะวันออกสิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง , ส่วนสายใต้ให้สิ้นสุดที่ตลิ่งชัน จากนั้นเชื่อมต่อการเดินทางด้วย ขสมก. , รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือ Airport Rail Link แทน
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะพิจารณามาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือค่าโดยสารผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือนโยบายตั๋วร่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับภาระเพิ่มขึ้น และหากสามารถลดหรือยกเลิกการเดินรถไฟผ่านจุดตัดในกรุงเทพฯ ชั้นในได้ จะช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้ แต่หากผลศึกษายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน จะมีการหารือแนวทางเพิ่มเติมอีกครั้ง ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจำนวน 14 คน โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุและข้อบกพร่องที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกรณีปัญหาของพนักงานขับรถไฟนั้น นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า พนักงานขับรถไฟของ รฟท. ต้องผ่านการปฏิบัติงานในตำแหน่งช่างเครื่องไม่น้อยกว่า 7 ปี ก่อนสอบเป็นพนักงานขับรถ รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและสารเสพติดตามมาตรฐาน ปัจจุบัน รฟท.มีพนักงานขับรถประมาณ 911 คน จากกรอบอัตรา 1,200 คน และอยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง โดยได้ส่งรายชื่อให้กรมการขนส่งทางรางแล้ว 591 ราย และคาดว่าจะดำเนินการรับรองครบภายในเดือนกรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ รฟท.ยังเตรียมปรับแผนการเดินรถสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ให้เดินรถเฉพาะช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงการจราจรหนาแน่น รวมถึงเตรียมนำระบบอัตโนมัติ ATP มาเชื่อมการทำงานร่วมกับเครื่องกั้นถนนในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาอีกประมาณ 2-3 ปี
ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติ พร้อมเป็นเจ้าภาพประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กทม. การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อกําหนดมาตรการป้องกัน ยกระดับจุดตัดทางรถไฟ ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีอาญาภายหลังตรวจพบสารเสพติดในร่างกายพนักงานขับรถไฟนั้น ตํารวจจะสืบสวนสอบสวนขยายผลหาประเด็นที่มา ความเกี่ยวข้อง รวมถึงสืบสวนข้อมูลย้อนหลัง เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
อีกด้านหนึ่ง ได้มีการออกแถลงการณ์ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ (สร.รฟท.) เพื่อชี้แจงความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม กรณีพนักงานขับรถไฟ และใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า การจะหยุดขบวนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะประกอบด้วย ความสมบูรณ์ของรถจักร อัตราหน่วยลากจูงของขบวนรถ วันดังกล่าวขบวนรถมีหน่วยลากจูง 578 หน่วย ความเร็วไม่เกินพิกัด 40 กม./ชม. ระยะทางสามารถหยุดขบวนรถได้ตามปกติประมาณ 200 เมตร ไม่ใช่ 2 กิโลเมตร นอกจากนี้ พนักงานขับรถของการรถไฟแห่งประเทศไทยทุกคน ได้รับการกลั่นกรอง การฝึกอบรม การทดสอบ และการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดย เป็นไปตามข้อบังคับของการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.1 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 25 (3) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 บุคลากรทุกคนจึงผ่านกระบวนการคัดกรองที่มีมาตรฐาน และมีกฎหมายรองรับสถานะการทำงานมาโดยตลอดโดย ฐานอำนาจและมาตรฐานเดิมในการปฏิบัติหน้าที่ก่อนมีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง
ในปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อกฎหมายใหม่ แต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประจำหน้าที่ต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางรางแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 951 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ การรถไฟฯ ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่มาแล้วจำนวนเพียง 208 ราย โดยข้อเท็จจริงพนักงานขับรถไฟต้องมีอัตรากำลังทั้งสิ้น 1,258 คน แต่ปัจจุบันมีพนักงานขับรถเพียง 951 คน ที่ต้องทำงานตลอดเวลาแทบจะไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ ซึ่ง สร.รฟท. และการรถไฟฯ ได้เรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตลอดมา ให้เพิ่มอัตรากำลังให้เพียงพอต่อการทำงาน เพื่อประโยชน์ในการให้บริการประชาชน และเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าของพนักงาน ที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษในการขับเคลื่อนรถจักรที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน และเพื่อความปลอดภัยต่อประชาชน สหภาพแรงงานฯได้ตระหนักและได้เรียกร้องให้มีเรื่องการปรับปรุงด้านความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดมาโดยตลอด

