xs
xsm
sm
md
lg

ญาติ “ป้าเอี้ยง” เข้าเก็บ DNA ลุ้นปาฏิหาริย์ เหยื่อรถเมล์ชนรถไฟ เผยนาทีสุดท้ายคุยโทรศัพท์ได้ยินเสียงตกใจก่อนสายตัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ญาติ “ป้าเอี้ยง” ร่ำไห้ เก็บดีเอ็นเอลุ้นปาฏิหาริย์ หลังคาดเป็นเหยื่อรถเมล์ชนรถไฟ เผยนาทีสุดท้ายคุยโทรศัพท์ได้ยินเสียงตกใจก่อนสายตัด หวังผลตรวจไม่ใช่เรื่องจริง

วันนี้ (17 พ.ค.) บรรยากาศที่ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่ช่วงเช้า มีญาติของผู้สูญหายจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ ทยอยเดินทางเข้ามาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล หลังไม่พบรายชื่ออยู่ในกลุ่มผู้บาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นคือครอบครัวของ “ป้าเอี้ยง” อายุ 66 ปี แม่บ้านของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าอาจอยู่บนรถเมล์คันเกิดเหตุ

นางศิริลักษณ์ (สงวนนามสกุล) ญาติของป้าเอี้ยง เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตอนแรกเห็นข่าวก็ไม่ได้เอะใจ เพราะคิดว่าป้าไม่น่าจะไปบริเวณดังกล่าว แต่เมื่อตื่นเช้ามา พี่สาวส่งคลิปเหตุการณ์มาให้ดูอีกครั้ง จึงเริ่มสังเกตเห็นหญิงคนหนึ่งบนรถเมล์ที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายป้าเอี้ยงอย่างมาก

จากนั้นจึงประสานขอดูกล้องวงจรปิดจากบริเวณหน้าปากซอยเทพารักษ์ 66 ซึ่งพบภาพป้าเดินออกจากบ้านช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 โดยสวมเสื้อสีเดียวกับหญิงที่ปรากฏในคลิปบนรถเมล์ รวมถึงลักษณะท่าทางขณะตกใจก็คล้ายกันอย่างมาก

นางศิริลักษณ์ ระบุว่า เพื่อนของป้าเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่โทรศัพท์คุยกับป้าครั้งสุดท้าย ได้ยินเสียงป้าตกใจก่อนสัญญาณจะขาดหายไป และหลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก โทรศัพท์ปิดเครื่อง ขณะเดียวกันบัญชี Facebook ของป้าก็หยุดใช้งานในช่วงเวลาเดียวกัน

“ภาวนา ขอให้ไม่ใช่ป้าเรา” นางศิริลักษณ์ กล่าวทั้งน้ำตา พร้อมเผยว่า ลูกชายของป้ากำลังขับรถมาจากจังหวัดอุดรธานี ตอนแรกครอบครัวไม่กล้าบอกความจริงทั้งหมด แต่เมื่อส่งคลิปให้ดู เขาโทรกลับมาร้องไห้โฮทันที

ญาติของป้าเอี้ยงยอมรับว่า ครอบครัวกำลังเผชิญความเครียดอย่างหนัก เพราะป้าเป็นเสาหลักของบ้าน และอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก โดยขณะนี้ยังคงมีความหวังว่าผลตรวจ DNA ที่จะออกภายใน 2-3 วัน จะยืนยันว่าไม่ใช่ป้าเอี้ยง

ส่วนประเด็นสาเหตุของอุบัติเหตุ นางศิริลักษณ์ ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้ยินมา รถเมล์อาจจอดขวางอยู่บนรางจนไม้กั้นไม่สามารถปิดได้ ทำให้รถไม่สามารถเคลื่อนพ้นทางรถไฟทัน พร้อมยอมรับว่าครอบครัวยังติดใจเรื่องการทำหน้าที่ของคนขับรถ และอยากให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่นิติเวชระบุว่า การตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลจาก DNA อาจใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ก่อนส่งมอบร่างให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนา โดย มูลนิธิร่วมกตัญญู จะเป็นผู้ลำเลียงร่างกลับภูมิลำเนาให้ทุกครอบครัวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย