"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน" กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้
1. ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด
อันดับ 1 ร้อยละ 77.97 ระบุ ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า
อันดับ 2 ร้อยละ 63.78 ระบุ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน
อันดับ 3 ร้อยละ 63.08 ระบุ ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส
2. ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร
อันดับ 1 ร้อยละ 46.89 ระบุ แย่ลง
อันดับ 2 ร้อยละ 32.81 ระบุ เหมือนเดิม
อันดับ 3 ร้อยละ 10.50 ระบุ ไม่แน่ใจ
อันดับ 4 ร้อยละ 9.80 ระบุ ดีขึ้น
3. ณ วันนี้ ประชาชนกังวลเรื่องใดมากที่สุด
อันดับ 1 ร้อยละ 44.44 ระบุ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท
อันดับ 2 ร้อยละ 13.65 ระบุ ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส
อันดับ 3 ร้อยละ 11.81 ระบุ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
4. ประชาชนคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด
อันดับ 1 ร้อยละ 33.16 ระบุ ไม่ค่อยคาดหวัง
อันดับ 2 ร้อยละ 31.06 ระบุ ค่อนข้างคาดหวัง
อันดับ 3 ร้อยละ 23.45 ระบุ ไม่คาดหวังเลย
อันดับ 4 ร้อยละ 12.33 ระบุ คาดหวังมาก
สรุปวิเคราะห์ผลโพล: ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า มากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมา คือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และ มองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89 ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม
สำหรับเรื่องที่กังวลมากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44 เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่าร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ รวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลง และยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ "ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ" และ "ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ" มากกว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ "รอดูผลงาน" เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ "วิกฤตความเชื่อมั่น" ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่ง ผลโพลยังสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของการบริหาร" มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในยะยะต่อไปได้เช่นกัน

