(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/energy-crisis-set-to-worsen-as-trump-weighs-renewed-iran-assault/)
Energy crisis set to worsen as Trump weighs renewed Iran assault
by Brad Reed
16/05/2026
น้ำมันส่วนเกินที่มีเก็บอยู่ตามคลังสำรองต่างๆ กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาของการสู้รบขัดแย้งอิหร่าน ทำให้พวกผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมน้ำมันออกมาเตือนว่า ช่วงเวลาที่ตลาดน้ำมันโลกถือว่าค่อนข้างสงบกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยที่ “การขาดแคลนพวกน้ำมันเชื้อเพลิงสำคัญๆ อย่างฉับพลันรุนแรง และราคาที่กระโจนขึ้นอย่างรวดเร็วมาก สามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถ้าหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่” วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเอาไว้เช่นนี้
วิกฤตการณ์พลังงานโลกที่มีสาเหตุจากสงครามซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำกับอิหร่าน กำลังทำท่าจะต้องเลวร้ายลงไปกว่านี้อีกในช่วงหลายๆ เดือนต่อจากนี้ ดังที่สื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัล [1] รายงานเอาไว้ในวันศุกร์ (15 พ.ค.) ว่า โลก “กำลังเกิดไฟลุกไหม้และหลุดหล่นผ่านตาข่ายนิรภัยด้านน้ำมันของตน”
ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันได้พุ่งพรวดขึ้นตั้งแต่ในตอนเริ่มต้นของสงคราม ซึ่งได้นำอิหร่านไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือพาณิชย์แล่นผ่าน แต่การเพิ่มขึ้นของราคาดังกล่าวยังมีการผ่อนเพลาบรรเทาลงเป็นการชั่วคราวจากน้ำมันดิบส่วนเกินซึ่งเปิดทางให้ประเทศต่างๆ สามารถเติมปิโตรเลียมเสริมเข้ามาในตลาด
อย่างไรก็ตาม รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่า สต็อกน้ำมันสำรองเหล่านั้นกำลังร่อยหรอลงอย่างว่องไวด้วยอัตราความเร็วชนิดไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน โดยที่น้ำมันคงคลังตามที่ต่างๆ กำลังหดหายลงไปเกือบๆ 250 ล้านบาร์เรลแล้วเพียงแค่ระยะเวลา 2 เดือนแรกของการสู้รบขัดแย้งคราวนี้เท่านั้น
การหมดสิ้นลงอย่างน่าตกใจเช่นนี้ ทำให้พวกผู้บริหารและนักวิเคราะห์ด้านน้ำมันพากันออกมาเตือนว่า “การเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย กำลังทำท่าก้าวเข้ามายุติภาวะค่อนข้างสงบในตลาดพลังงาน” เนื่องจาก “การขาดแคลนพวกน้ำมันเชื้อเพลิงสำคัญๆ อย่างฉับพลันรุนแรง และราคาที่กระโจนขึ้นอย่างรวดเร็วมาก สามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถ้าหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่” รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล ระบุ
วอลล์สตรีทเจอร์นัลได้อ้างรายงานชิ้นหนึ่งจากบริษัทที่ปรึกษา “ยูเรเชีย กรุ๊ป” (Eurasia Group) ซึ่งประมาณสถานการณ์ว่า ณ ระดับความร่อยหรอดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น้ำมันดีเซลสำรองของสหรัฐฯน่าที่จะลดลงจนอยู่ต่ำกว่า 100 ล้านบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลา 23 ปีภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้
เอลเลน วอลด์ (Ellen Wald) นักวิจัยอาวุโสของ ศูนย์พลังงานโลก (Global Energy Center) แห่ง สภาแอตแลนติก (Atlantic Council) องค์การคลังสมองซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน บอกกับวอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า ขณะที่ปัญหาราคาน้ำมันซึ่งเพิ่มขึ้นอาจจะสามารถบรรเทาลงได้เป็นบางส่วนด้วยการบริโภคให้น้อยลง ทว่าเพียงแค่ขนาดอันน่ากลัวของภาวะซัปพลายตึงตัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ก็ใหญ่โตพอแล้วที่จะทำให้ราคาไหลวนไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
“คุณสามารถลดการบริโภคลงมาได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อน้ำมันคงคลังหมดลงแล้ว มันก็จะหมดลงจริงๆ” วอลด์ อธิบาย “ดังนั้น เมื่อถึงบางช่วงบางจุด ตลาดก็จะพังครืน และราคาจะทะยานโด่ง”
ปัญหานี้อาจจะยิ่งสาหัสรุนแรงขึ้นอีก ถ้าหากทรัมป์ตัดสินใจเปิดการโจมตีอิหร่านใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีตอบโต้ของฝ่ายอิหร่านที่ก่อให้เกิดความหายนะแก่สถานที่ผลิตน้ำมันต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง
องค์การสื่อ “เซเตโอ” (Zeteo) รายงาน [2] เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ว่า “การเตรียมการสำหรับระยะใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่รอมร่อแล้วในสงครามอิหร่านของทรัมป์ เวลานี้กำลังเร่งตัวทวีความเร็วขึ้นอีก” เนื่องจากประธานาธิบดีผู้นี้ “รู้สึกหงุดหงิดผิดหวังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพของการเจรจาเพื่อไปสู่สันติภาพ”
เซเตโอได้อ้างอิงแหล่งข่าวต่างๆ ซึ่งให้ภาพว่า การรณรงค์ทางทหารของสหรัฐฯมีกำหนดที่จะเร่งตัวขึ้น ไม่นานภายหลังทรัมป์กลับจากการไปเยือนจีน โดยในบรรดาทางเลือกต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ จะรวมถึง “ความเป็นไปได้ที่จะทำการรณรงค์โจมตีใส่อิหร่านครั้งใหม่อย่างใหญ่โตมหึมา”
ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯได้ถล่มโจมตีพวกเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนของอิหร่านในตลอดสัปดาห์แรกๆ ของการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ ทว่าประเทศในตะวันออกกลางรายนี้ยังคงปฏิเสธไม่ยอมเปิดชองแคบฮอร์มุซขึ้นมาใหม่อยู่นั่นเอง
ด้วยสภาพที่การเจรจาสันติภาพอยู่ในอาการชะงักงัน และลู่ทางความเป็นไปได้ที่ความเป็นปรปักษ์กันจะเปิดฉากขึ้นมาใหม่อีกครั้งก็วางแบบอยู่บนโต๊ะ เหล่านี้ทำให้ราคา [3] ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดเบรนท์ พุ่งขึ้นในวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยระดับสูงสุดไต่ขึ้นเหนือกว่า 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับราคาขายเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มในสหรัฐฯก็ยังคง [4] สูงอยู่เหนือขีด 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยที่ แพทริก เดอ ฮาน (analyst Patrick De Haan) นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ประมาณการ [5] เอาไว้ในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ว่าราคาอาจพุ่งพรวดขึ้นไปเหนือ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในไม่ช้าไม่นานนี้ ถ้าหากยังไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็ว
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/oil-reserves-iran-war
เชิงอรรถ
[1] https://www.wsj.com/business/energy-oil/the-world-is-burning-through-its-oil-safety-net-ebf9d4fa
[2] https://zeteo.com/p/trump-iran-war-fever-back
[3] https://tradingeconomics.com/commodity/brent-crude-oil
[4] https://gasprices.aaa.com/
[5] https://x.com/GasBuddyGuy/status/2054218698030788901

