xs
xsm
sm
md
lg

ล้างบางต่างชาติฮุบเมืองไทย ปราบ “นอมินี” คุมเข้ม “พะงัน – สมุย” กำจัด “มาเฟีย” คืนพื้นที่ “หาดฟรีดอม”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐบาลไทยเดินเกมรุก เปิดปฏิบัติการสางปมต่างชาติเข้ามายึดเมืองไทยสร้างอาณาจักร โดยยกระดับมาตรการแก้ปัญหาการแผ่อิทธิพลของกลุ่มทุนต่างชาติกระทบความมั่นคง โดยเฉพาะชาวอิสราเอลกับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นใน “เกาะพะงัน – เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี” หรือ “ปาย จ.แม่ฮ่องสอน” สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น “นอมินี”ทำลายระบบเศรษกิจของประเทศไทย

ตลอดจนเปิดยุทธการทวงคืนพื้นที่สาธารณะจากกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลเข้าครอบครองอย่างเป็นระบบ กรณีการบุกรุกพื้นที่ “หาดฟรีด้อม จ.ภูเก็ต” ซึ่งมีเปลี่ยนชายหาดสาธารณะให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนตัว

จากความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด

พร้อมกับกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยย้ำว่าชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในไทยได้ เพียงแต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหากใช้ช่องโหว่ “นอมินี” เข้าครอบครองธุรกิจจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นับเป็นตัวเร่งการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ภายในวันเดียวกันพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งมอบหมายพล.ต.อ.สำราญ นวลมารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายฯ สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญบนพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 14 จุด ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานทนายความ จำนวน 6 แห่ง ที่ต้องสงสัยช่วยเหลือให้บุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยให้คนไทยถือหุ้นแทน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของ สำนักงานทนายความถือเป็นต้นน้ำ ทั้ง 6 แห่งนี้ พบบริษัทที่มีความเกี่ยวข้อง รวม 483 บริษัท เข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินีและพบพิรุธเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลปลายน้ำ จำนวน 27 แห่ง จึงยึดโฉนด 37 แปลง นำที่ดินคืนกลับมาตรวจสอบความถูกต้องได้ จำนวน 51 ไร่ 2 งาน มูลค่ารวม 150 ล้านบาท

และจับกุมผู้ต้องหา ได้ 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายลูก้า (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สัญชาติอิตาลี ในฐานความผิดเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามบัญชีสาม โดยไม่ได้รับอนุญาต 2.น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี 3.นายประธาน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี และ 4.นางนงลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ชาวไทยทั้ง 3 ราย กระทำความผิดในข้อหาช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งแต่ละรายจะถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป

พร้อมกันนี้ มีการดำเนินการตรวจค้นโครงการวิลล่าหรูจำนวน 7 หลัง โดยมีชาวอิสราเอล 2 ราย และหญิงไทย 1 ราย แสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่เชิญตัวทั้งหมดเข้าสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบเอกสารการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจ


ทั้งนี้ พื้นที่เกาะพะงัน มีนิติบุคคลจำนวน 3,754 ราย ในจำนวนนี้เป็นต่างชาติ 2,381 ราย และมีรายชื่อเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 243 ราย โดยเฉพาะกรณีใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติ ซึ่งพบพฤติการณ์เชื่อมโยงหลายบริษัท มูลค่าที่ดินรวมกว่า 150 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย เป็นชาวต่างชาติ 1 ราย ซึ่งเดินทางออกนอกประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ส่วนอีก 2 รายเป็นคนไทยที่ทำหน้าที่รับจดทะเบียนบริษัท โดยรายหนึ่งมีชื่อเกี่ยวข้องถึง 258 บริษัท และอีกรายเกี่ยวข้อง 222 บริษัท ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดการเป็นนอมินี คือ บุคคลที่มีสถานะเป็นเพียงลูกจ้าง มีบัตรประกันสังคม หรือใช้สิทธิรัฐในฐานะพนักงาน แต่กลับมีชื่อถือหุ้นจำนวนมากผิดปกติ

ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

เฉพาะเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

และเกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่าการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เริ่มต้นจาก “เกาะสมุย” และ “เกาะพะงัน” จ.สุราษฎร์ธานี มีการนำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์ระดับความเสี่ยง ก่อนขยายผลครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นเช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และ หัวหิน ต่อไปนั้น

หลังจากมอบหมายให้ กองคดีความมั่นคง ตั้งเรื่องสืบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีบริษัทหรือนิติบุคคลเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานข้อมูลจำนวนบริษัท 34 แห่ง ที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ล่าสุด พบว่ามีบริษัทจำนวนประมาณ 20 แห่งจากทั้งหมด 34 แห่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท

เบื้องต้นพบว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการหลากหลายประเภท แต่ก็ต้องใช้ตรวจสอบด้วยว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจต้องห้ามที่ถูกบัญญัติไว้ภายในบัญชีท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากพบความผิดปกติของบริษัทรายใดมีการใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้า จะได้มีการประมวลเรื่องรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีอาญาตามพฤติการณ์ความผิดต่อไป

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมฯ เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี พบบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าว มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยง โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี

ความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม มีการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษ




กล่าวสำหรับสถานการณ์ชาวอิสราเอลเข้ามาปักหลักตั้งรกรากแผ่อิทธิพลในเมืองไทย โดยเฉพาะ “อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน” และ “เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ฯ” ได้ฉายภาพปัญหากระทบต่อมิติทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมาตั้งแต่ปี 2568 จนเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนคนไทย และเกิดการเรียกร้องให้รัฐเข้ามากำกับดูแลความเรียบร้อย

ตั้งแต่กรณี “อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน” ชาวอิสราเอลที่เข้ามาท่องเที่ยวและอยู่อาศัยในพื้นที่สร้างปัญหาสารพัดสารพัน จนกระทั่งมีการติดป้ายข้อความ “No Israel here!” ไม่ต้อนรับชาวอิสราเอล เกิดนอมินีทำธุรกิจ แย่งงาน แย่งอาชีพ เกิดเสียสะท้อนจากผู้ประกอบการร้องเรียนชาวยิวเริ่มเข้ามาแย่งงานคนในท้องถิ่น ทั้งจับกลุ่มนำเที่ยวเอง ลักลอบทำงานในสถานบันเทิง เล่นดนตรี และให้คนไทยเป็นนอมินีกว้านซื้อรีสอร์ท หรือที่ดินที่มีประกาศขาย แล้วลงทุนและทำตลาดเองทั้งหมด เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็ไม่พบความผิด เพราะใช้นอมินีบังหน้า

เช่นเดียวกับ กรณีชุมชนอิสราเอลยึดเกาะพะงัน จ.สุราษฯ ซึ่งสะท้อนภาพความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนต่างชาติ ตลอดจนปัญหานอมินีชาวไทยที่เห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย กลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจเกาะพะงัน ตลอดจนสถานการณ์ด้านภัยความมั่งคง

ทั้งนี้ สถิตินักท่องเที่ยวที่ขออยู่ต่อบนเกาะพะงัน ตั้งแต่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2568 มีทั้งสิ้น 2,548 คน แบ่งเป็นขออยู่ต่อระยะสั้น 2,054 คน และ ขออยู่ต่อระยะยาว 494 คน ขณะที่ผลการปฏิบัติงานและคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ของ สภ.เกาะพะงัน ในเดือนตุลาคม 2568 - พฤษภาคม 2569 พบตัวเลขแจ้งเหตุผ่านศูนย์วิทยุ 191 จำนวน 69 เหตุการณ์ เป็นคดีก่อความเดือดร้อนรำคาญ 34 ราย การไกล่เกลี่ยทางแพ่ง 24 ราย กรณีมีอาการจิตเวช 11 ราย จากชาวต่างชาติที่ก่อเรื่องสูงสุด 3 สัญชาติ ประกอบด้วย รัสเซีย 12 ราย เยอรมัน 12 ราย อิสราเอล 9 ราย ซึ่งสัญชาติอิสราเอล ส่วนใหญ่มักมีปากเสียงในร้านสะดวกซื้อ, ร้านเช่ารถ, ไม่ยอมจ่ายค่าที่พัก, การทำทรัพย์สินเสียหาย และข้อพิพาทเรื่องที่ดิน

ส่วนการดำเนินคดีทางอาญา เฉพาะชาวอิสราเอล ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 - 5 พฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 44 ราย โดยความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติด มากที่สุด คือ 20 ราย, ประกอบธุรกิจ (นอมินี) 9 ราย, พ.ร.บ.การทำงาน 8 ราย, กระทำการขายหน้าต่อธารกำนัล 2 ราย, ใช้เงินตราปลอม 1 ราย, Over Stay 1 ราย, การพนัน 1 ราย และ เมาแล้วขับ 1 ราย นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาวอิสราเอล ยังติด Top 3 เรื่องการผิดกฎจราจร ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ โดยสัญชาติที่ทำผิดกฎหมายจราจรมากที่สุด คือ เมียนมา 313 ราย รัสเซีย 214 ราย อิสราเอล 165 ราย และ เยอรมัน 125 ราย

นอกจากนี้ ได้ภาครัฐดำเนินการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยว“หาดฟรีด้อม ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต”ภายใต้คำสั่งโดยตรงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาติดตามคดีอย่างใกล้ชิด หลังได้รับร้องเรียนว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลเข้าครอบครองอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนชายหาดสาธารณะให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนตัว

เริ่มตั้งแต่ปี 2558 โดยอาศัยจังหวะช่วงที่เจ้าของที่ดินเดิมเสียชีวิตและช่องโหว่ในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ เข้ามายึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิดกว่า 57 ไร่ โดยพฤติการณ์สำคัญที่สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1. การปิดกั้นทางเข้า-ออก - อาศัยชัยภูมิที่ถูกโอบล้อมด้วยเขา ปิดทางสาธารณะเพียงหนึ่งเดียว 2. เรียกเก็บค่าหัว - กักขังนักท่องเที่ยวให้ต้องจ่ายเงิน 200 - 300 บาทต่อคน โดยอ้างเป็นค่าดูแลพื้นที่และจัดการขยะ และ 3. ขบวนการสวมสิทธิ์ – พบความพยายามนำเอกสารสิทธิ์ปลอมเข้าสู่ฐานข้อมูลที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ

กระทั่งพล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคลผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง, กอ.รมน., และตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบมีการบุกรุกชัดเจนจนนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาแล้วรวม 23 คดี ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ

รวมถึง มีการเข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ที่อ้างว่า เป็นของ “นายปรินทร” หรือ “เสี่ยเล็ก” ประมาณเกือบ 10 ไร่ โดยมีการปลูกเป็นที่พัก เพลิงนั่งชมวิว ร้านอาหาร พร้อมติดป้ายแสดงตัวว่าเป็นของ

“ปฏิบัติการหาดฟรีด้อม คือ โมเดลต้นแบบในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจะไม่มีการอ่อนข้อให้กับกลุ่มอิทธิพลที่ทำลายระบบนิเวศและละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมสั่งเร่งรัดสำนวนคดีส่งฟ้องศาลให้รัดกุมที่สุด เพื่อทวงคืนพื้นที่ป่ากลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดินอย่างถาวร” พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพฯ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินการพื้นที่ที่มีการรุกล้ำใหม่ ซึ่งอยู่นอกเหนือพื้นที่ 57 ไร่ ที่มีการเปิดปฏิบัติการทลายมาเฟียหาดฟรีด้อม ในช่วงเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่าน

สุดท้ายหลังจากการจัดระเบียบต่างชาติที่เข้าตั้งรกรากแผ่อิทธิพลกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหา “นอมินี” ซึ่งกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย ตลอดจนเข้ามาปราบปรามการยึดพื้นที่สาธารณะเปลี่ยนป็นขุมทรัพย์ส่วนตัวของกลุ่มผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลไทย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด.