xs
xsm
sm
md
lg

“แม้ว” เหลือทางเลือกเดียว จำศีลแล้ว จำศีลอีก จำศีลต่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับ “การพักโทษ” และกลับมาอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้าถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มิอาจมองข้ามได้ เพราะเขาคือบุคคลที่มีผลต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ทศวรรษ แม้พลานุภาพของเขาจะแผ่วเบาลงไปก็ตามที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสถียรภาพของ“รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล”ความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทยอันมี“นายเนวิน ชิดชอบ”เป็นแก่นแกนของความแค้นที่มีการวิเคราะห์กันว่า ถึงขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ รวมถึงการก้าวเดินของหลานชายคือ“อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”ลูกชายของ“เจ๊แดง-เยาวภาและสมชาย วงศ์สวัสดิ์”ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้สืบทอดอำนาจของ “ตระกูลชินดาวงศ์”ว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร

ในวันที่ “ทักษิณ” ก้าวเท้าออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ภาพที่สังคมได้เห็นก็คือ การที่ “คนเสื้อแดง” จากหลากหลายจังหวัด พากันเดินทางมาแสดงความยินดีต่อ “นายใหญ่ของพวกเขา” แม้ในระยะหลังพลังของคนเสื้อแดงอ่อนลงไปก็ตามที

แน่นอน ส่วนหนึ่งมาเพราะศรัทธาในตัวของ “ทักษิณ”

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่เป็น “มวลชนจัดตั้ง” ภายใต้การสนับสนุนของ “นักการเมืองที่ภักดีต่อทักษิณ” และเป็น “นักการเมืองรุ่นเก่า” ที่หลายคนต้องการทาที่ทางให้กับตนเอง
โดยเฉพาะในยุคที่พรรคเพื่อไทยพยายามปรับ “ภาพลักษณ์” ให้เป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่” ซึ่งภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันคือ “อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ก็ทำได้ดีทีเดียว
ขณะเดียวกัน การหล่นคำพูดของ “ทักษิณ” เมื่อถูกให้สัมภาษณ์หลังพ้นคุกว่า“ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้เลย”ถือเป็นถ้อยคำที่น่าสนใจยิ่งในทางการเมือง เพราะสามารถตีความไปได้ในหลายมิติ
“ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร”อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อวาทกรรมดังกล่าวเอาไว้ว่า “ปกติ การลงโทษ ก็เพื่อให้ผู้ถูกลงโทษหลาบจำ จำความทุกข์ยากลำบากในขณะที่ถูกจองจำ แต่เมื่อออกมา เจ้าตัวบอก จำอะไรไม่ได้เลย ก็แปลความได้หลายอย่าง อย่างแรกคือ แม้จะถูกลงโทษยังไง ก็ไม่จำ หรือในแง่ดีคือ ต้องการสื่อกับคนบางคน บางกลุ่มว่า ไม่ต้องกลัวว่า เขาจะแก้แค้นเอาคืน เขาไม่จำหรอกว่าใครทำอะไรไว้กับเขา เขาลืมไปหมดแล้ว และขอให้คนอื่นลืมด้วย จะได้มาเริ่มต้นกันใหม่ ท่านว่า คุณทักษิณแกตั้งใจสื่ออะไรแน่ ?”






ด้าน“รศ.ดร โอฬาร ถิ่นบางเตียว” รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่า ให้ย้อนไปดูวันที่ออกจากเรือนจำ ทุกการเคลื่อนไหวน่าจะมีการจัดเตรียมไทม์ไลน์ไว้แล้ว อีกทั้งท่วงท่า ภาษากายที่แสดงออกและมาหยุดที่การร้องเพลงเคารพธงชาติ พร้อมเสียงเชียร์ เสียงเรียกร้องให้นายทักษิณขับเคลื่อนทางการเมืองต่อ สิ่งเหล่านี้คือพลังมวลชนที่นายทักษิณยึดกุมไว้ได้

“คุณทักษิณ ไม่มีทางที่จะวางมือทางการเมือง แต่เขาคงจะตายไปกับการเมือง เพราะการเมืองมันอยู่ในสายเลือด การเมืองกลายเป็นลมหายใจของเขาไปแล้ว”

ขณะที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และอดีตแกนนำคนเสื้อแดง ผู้ที่ได้ชื่อว่าได้รับความไว้วางใจจากทั้ง “ทักษิณ” และ “อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” ให้ความเห็นเอาไว้น่าสนใจเช่นกัน

“ถ้าจะบอกว่า นายกฯ ทักษิณ ออกมาคราวนี้ หันหลังให้กับการเมือง ไม่สนใจสถานการณ์บ้านเมืองเลย ก็คงไม่ใช่ แต่ว่าท่านก็คงจะติดตามข่าวสาร ใครขอความคิดเห็นก็คงทำกันเป็นวาระภายในเงื่อนไขของการพักโทษ ก็ไม่เหมาะอยู่แล้ว กับการที่ท่านจะแสดงออกในเรื่องต่างๆ ในเรื่องราวทางการเมือง อีกอย่างหนึ่ง ในเวลานี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ทางฝั่งนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่อยู่ คงมีแนวทางของท่านไป ส่วนอดีตนายกฯ ทักษิณ เรื่องห่วงใยบ้านเมือง ก็คงมีเหมือนคนไทยทุกคน เพราะบ้านเมืองยามนี้มันมีข้อห่วงใยหลายเรื่อง” นายณัฐวุฒิว่าไว้อย่างนั้น

ขณะที่ความเห็นของ “นายจักรภพ เพ็ญแข”อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า หลังจากนี้นายทักษิณยังคงมีบทบาทต่อประเทศ แต่ไม่น่าจะเดินเกมการเมืองในรูปแบบเดิมอีก

คำถามและสิ่งที่ต้องจับตา “ทักษิณ” ก็คือ ภารกิจที่เขาจะปฏิบัติการหลังจากนี้มีอะไรบ้าง

ทั้งนี้ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่อยู่ในใจของ “ทักษิณ” ก็คือ ภารกิจในการพา“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”กลับประเทศไทย ซึ่งถือเป็น “ปม” และ “เป้าหมายแรก” ที่ต้องทำให้สำเร็จเพราะตนเองเป็นชนวนที่ทำให้ “น้องสาว” มีชะตากรรมย่ำรอยตนเอง กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 5 ปี

และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะ “ไม่นับอายุความ” ขณะที่ตัวเองนั้น ยังมี “คดีสำคัญ” เหลืออีก 1 คดี นั่นคือ คดีที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 และถูกกล่าวหาว่า มีเนื้อหากระทบสถาบัน




คดีนี้อัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง“ทักษิณ” เป็นจำเลย ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ยกแรก ชัยชนะเป็นของ “ทักษิณ” เมื่อศาลอาญา “ยกฟ้อง” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

ทว่า คดียังไม่เจบ เมื่ออัยการโจทย์จะยื่นอุทธรณ์คดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งตามกระบวนการ หากศาลอุทธรณ์มีความเห็นอย่างไร ก็จะส่งกลับไปยังศาลอาญา ก่อนนัดคู่ความมาฟังคำพิพากษาต่อไป

และคำวินิจฉัยสามารถออกได้ทั้งสองหน้าคือ “รอด” กับ “ร่วง”

ดังนั้น นี่คือสิ่งที่เขาต้องระวังเพราะยังมีชนักปักหลังเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ และการจำศีลในเรือนจำคลองเปรมก็น่าจะให้บทเรียนกับ “ทักษิณ” ไม่น้อย

สำหรับ “ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย”การกลับมาของ “ทักษิณ” ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะ “ความแค้น” ที่มีต่อกันนั้น ยากที่จะลืมไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับ “ลูกน้องเก่า” ที่เคยเป็น “ตะพุ่นหญ้าช้าง”อย่าง “นายเนวิน ชิดชอบ” ที่วันนี้ยกระดับมาเป็น “ผู้มากบารมี” แทบที่จะทัดเทียมหรือเผลอๆ จะเหนือกว่าตนเองเสียด้วยซ้ำไป

ความแค้นกับคำพูดอมตะอย่าง “มันจบแล้วครับนาย” คือเงื่อนปมสำคัญต่อชีวิตทางการเมืองของทักษิณ และทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมอย่างที่เห็นทุกวันนี้

สำหรับทักษิณต้องถือว่า เป็นการหักหลังของคนที่ไว้ใจซึ่งเจ็บปวดที่สุด

ทั้งนี้ หลังจากเดินทางกลับประเทศไทย “ทักษิณ” จำต้องกลืนเลือดกับการต่อสู้ทางการเมืองบางประการเพื่อแลกกับชีวิตบั้นปลาย เขาจำต้องยอมจับมือกับ “นายเนวินและนายอนุทิน” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ

ทว่า ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเติมเชื้อความขัดแย้งระหว่างทางให้ลุกโชนมากขึ้นไปอีก แม้จะมี “โซ่ข้อกลาง” คอยประสานรอยร้าวก็ตาม เพราะ “ทักษิณ” เห็น “เหลี่ยมบุรีรัมย์” หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทั้งการเลือกตั้ง สว. การควบคุมองค์กรอิสระต่างๆ และอำนาจที่ฝังรากลึกในกระทรวงมาดไทย

ในที่สุด “ทักษิณ” ก็ตัดสินใจทวงคืน “กระทรวงมหาดไทย” เพราะส่งผลต่อการเมืองของพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง และนั่นก็กลายเป็นที่มาของ “จุดแตกหัก” ที่ทำให้ “หนู-เน” ตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

ความเจ็บปวดของ “ทักษิณ” รุนแรงไปกว่าเก่า เมื่อตัวเขาเองต้องระเห็จกลับเข้าไปอยู่ในคุกอันเป็นจาก “การป่วยทิพย์” ขณะที่ผลการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทยกลายมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง มีจำนวน สส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

“ทักษิณ” ต้องกลืนเลือดและยอมที่จะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยหวังว่า ผลงานในกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรจะเข้าตาประชาชน และทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาบนเส้นทางเดิมได้อีกครั้ง

แน่นอน ณ เวลานี้ “ทักษิณ” เริ่มมีความหวัง เพราะรัฐบาลนายอนุทินกำลังประสบปัญหาทางการเมืองอย่างหนักจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่า ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

นั่นหมายความว่า ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่นายจักรภพวิเคราะห์เรื่องขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย รวมถึงความสัมพันธ์กับนายอนุทินและนายเนวินว่าไม่น่าจะมีเรื่องล้างแค้น เพราะนายทักษิณไม่ใช่คนล้างแค้น แต่เป็นคนที่พยายามทำสมดุลให้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น

เพราะ “ย้อนแย้ง” กับสิ่งที่นายจักรภพพูดในบรรดทัดต่อมาว่า “ในอดีตนายทักษิณอาจแสดงออกตรงเกินไป หรือไม่ใส่ใจที่จะอธิบายกับคนที่ไม่เห็นด้วย จนทำให้เกิดศัตรูทางการเมืองเพิ่มขึ้น” ซึ่งนั่นถือเป็น “ลายเซ็น” ของชายที่ชื่อทักษิณ

ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดก็คือ “ทักษิณ” ต้องรีบร้อนหรือไม่

คำตอบก็คือ “ไม่”

ดังนั้น เขาจึงจำต้อง “จำศีลต่อไป” ในยามที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งคิดสะระตะแล้วเป็นผลดีกับทั้งตัวเขาเองและพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง “อาจารย์เชน” หลานชายของเขาที่ดูเหมือนจะทำงานได้เข้าตาอยู่ไม่น้อย

แถมเป้าหมายในการวิพากษ์วิจารณ์ก็ย้ายไปอยู่ที่ “เดอะซัน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ที่ลงทุนลงแรงไปกับการเลือกตั้งครั้งผ่านมาไปมากโขอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ ณ เวลานี้ “ทักษิณ” คงไม่มีทางเลือกอะไร และต้องเลือกใช้บริการของ “อาจารย์เชน” เพื่อประคับประคองสถานการณ์ พร้อมทั้งฝากความหวังเอาไว้กับผลงานของบรรดารัฐมนตรีเพื่อกอบกู้พรรคเพื่อไทยให้กลับมาคืนมา และสร้างแต้มต่อทางการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น

สรุปรวมความก็คือ “ทักษิณ” ที่ “จำศีล” ในคุกไปแล้ว คงต้อง “จำศีลอีกและจำศีลต่อไป” เพราะเป็น “ทางเลือกเดียว” ที่เหลืออยู่ในห้วงยามนี้.