xs
xsm
sm
md
lg

แย่งซีน "ทรัมป์"แบบไม่รู้ตัว ! นักข่าวฝรั่งทึ่ง ทหารจีนยืนตรงแน่ว ไม่สะท้านแอร์ฟอร์ซวันแล่นเฉียด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ภาพหน้าจอจากวิดีโอที่โพสต์โดย จอน ไมเคิล ราสช์ ผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวของเดลีเมล์ แสดงให้เห็นทหารกองทัพปลดแอกประชาชนจีนยืนนิ่งอยู่ข้างรันเวย์ ขณะที่เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนตัวอยู่ด้านหลัง ณ สนามบินนานาชาติในกรุงปักกิ่ง
ในวันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ( วันพุธที่13 พ.ค. ) ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกนั้น บุคคลที่กลายเป็นไวรัลกระหึ่มในสื่อสังคมออนไลน์ กลับมิใช่ทรัมป์ หรือเหล่าซีอีโอบริษัทอเมริกัน ที่เดินทางมาด้วยอย่างอีลอน มัสก์ ทิม คุก และเจนเซ่น หวง

ทว่าเป็นแค่ทหารจีนนายหนึ่ง ซึ่งยืนรักษาการณ์อยู่ข้างรันเวย์ในสนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง ขณะเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน กำลังค่อย ๆ เลี้ยวกลับลำตัวอันมหึมาอยู่ทางด้านหลัง ห่างจากเขาไม่กี่เมตรท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์คำราม แต่ทหารนายนี้ ซึ่งจ่าเฉยยังต้องเรียกพี่ ยืนตัวตรง นิ่งสงบจนกระทั่งเครื่องบินแล่นผ่านไป


โมเมนต์อันน่าทึ่งและความมีวินัยเป๊ะของทหารกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จอน ไมเคิล ราสช์ ผู้สื่อข่าวของเดลีเมล์ ประจำทำเนียบขาว ได้ถ่ายทอดไปสู่สายตาชาวโลก โดยโพสต์วิดีโอความยาว 35 วินาทีเมื่อเย็นวันพุธ


ราสช์เขียนคำบรรยายใต้คลิปว่า "ชายผู้นี้ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด...ทั้งๆ ที่เครื่องบินแผดเสียงดังสนั่น"


ณ เวลาที่โกลบอลไทมส์รายงานข่าวเมื่อวันพฤหัสฯ ( 14 พ.ค.) คลิปนี้เรียกยอดวิวมากกว่า 2 ล้าน 8 แสนครั้งและยอดไลก์มากกว่า 24,000 ครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียล X


จากนั้น สื่อต่างชาติหลายสำนักก็พากันรายงานข่าวดังกล่าว จุดประกายให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย โดยชื่นชมความมีระเบียบวินัยและความเป็นทหารมืออาชีพ


ชาวเน็ตคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า ไม่เพียงแต่ทหารผู้นี้เท่านั้น แต่ประเทศจีนก็ยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเวทีโลก


อีกคนกล่าวว่า นี่คือทหารกองเกียรติยศของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน เขายืนอย่างสง่าผ่าเผยเสมอ และจะไม่มีวันล้มลง นี่คือมารยาทที่แสดงถึงอารยธรรมของจีน


อย่างไรก็ตาม สื่อบางสำนักและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจไม่ก่ออันตรายทางกายภาพอย่างที่ปรากฎในคลิปวิดีโอก็ได้ โดยมุมมองภาพในวิดีโอทำให้เห็นความใกล้ชิดระหว่างทหารกับเครื่องบินเกินจริงไปหน่อยนั่นเอง


ที่มา : โกลบอลไทมส์