เมืองไทย 360 องศา
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มกลับมาตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ไทยได้ประกาศยกเลิก เอ็มโอยู 44 ที่ว่าด้วยเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ขณะเดียวกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เกิดเหตุทหารกัมพูชาได้ยิงปืน รวมไปถึงเข้ามาข่มขู่ทางฝ่ายไทยเพิ่มขึ้นและถี่ขึ้น จนทำให้มีการหวั่นเกรงกันว่าอาจมีการสู้รบในรอบที่สามเกิดขึ้นอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ช่วงเวลาประมาณ 18.40 น. ทหารกัมพูชาได้ยิงปืนเล็กตลอดแนวชายแดนช่องจอม บริเวณชุมชนโอร์เสม็ด อ.กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประตูด่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมจำนวน 11 นัด
จากนั้นวันที่ 14 ก.ค.มีรายงานว่า เวลาประมาณ 08.30 น. ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านด่านพัฒนา ม.14 ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ติดกับตลาดชายแดนช่องจอม ห่างจากชายแดนช่องจอม-โอร์เสม็ด ชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 1.5 กิโลเมตร หลายคน ยืนยันว่าได้ยินเสียงปืนเล็กดังขึ้นอีกจำนวนหลายนัด
ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารไทยยังคงตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนอย่างเข้มข้น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ชายแดนด้านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตามคำสั่งของกองทัพบก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทหารกัมพูชายิงปืนเล็ก 11 นัดดังกล่าว
ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีทหารกัมพูชายิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่บ้านโอร์เสม็ด ตรงข้ามด่านชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ รวม 11 นัด ว่า ที่ผ่านมาพบว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมถึงรัฐบาลกัมพูชา มักพูดอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัติในพื้นที่กลับเป็นอีกแบบหนึ่ง
พล.ต.วินธัย ระบุว่า นับตั้งแต่มีการหยุดยิง ยังคงได้ยินเสียงการยิงด้วยอาวุธปืนมาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเป็นเสียงระเบิด ซึ่งมองว่าเป็นพฤติกรรมยั่วยุ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนและกำลังพลไทย เพียงแต่สร้างความรำคาญและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน
“ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้ง เชื่อว่าเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิดเฉพาะครั้งนี้ที่เป็นข่าว แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองกำลังในพื้นที่ได้รายงานข้อมูลเข้ามาโดยตลอด” โฆษกกองทัพบก กล่าว
ทั้งนี้ ประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากการขาดวินัยของทหารกัมพูชา ขณะเดียวกันบางกรณียังมีเจตนายั่วยุ เพื่อให้ฝ่ายไทยใช้อาวุธตอบโต้ ก่อนนำไปขยายผลกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธก่อน
“ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังติดตามสถานการณ์วันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าจะยกระดับไปสู่การใช้อาวุธหนักต่อกัน จึงเหลือเพียงสนามการสื่อสารที่ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้เป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าว
หากสังเกตจะเห็นว่าความเคลื่อนไหวมักเกิดขึ้นจากฝั่งกัมพูชา ที่มีเจตนายั่วยุ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่กัมพูชากำลังเกิดปัญหาภายในที่กำลังกระทบกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และการลงทุน รวมไปถึงการท่องเที่ยว จากปัญหาสารพัดรุมเร้า ทำให้เสียเครดิตจากกรณี “สแกมเมอร์” กลายเป็นว่าเวลานี้กัมพูชาถูกมองเป็น “ศูนย์รวมหลอกลวง” ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน และต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้
ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในประเทศไทยย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับกัมพูชาในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพราะในความเป็นจริงแล้วกัมพูชาต้องพึ่งพาไทยเกือบทุกด้าน แต่เมื่อการสู้รบและมีการปิดด่านชายแดนทำให้เกิดผลกระทบ รายได้จากเศรษฐกิจชายแดนต้องหายไปหรือซบเซาลง
ที่สำคัญบรรดา “บ่อนการพนัน” ตามแนวชายแดนที่ถือเป็นรายได้หลัก รวมถึง “รังสแกมเมอร์” เมื่อถูกปิดก็ย่อมสูญเสียรายได้ อีกทั้งแรงงานชาวกัมพูชาที่เคยมาทำงานในไทยนับล้านคนต้องกลับบ้าน จากเคยมีรายได้ส่งกลับกัมพูชา ตอนนี้กำลังสร้างปัญหา หรือแม้แต่ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของกัมพูชา ก็กำลังมีผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน
เอาเป็นว่า สารพัดปัญหากำลังรุมเร้าประเทศนี้ รวมไปถึงกำลังส่งผลกระทบกับ “ตระกูลฮุน” ของสองพ่อลูก ฮุนเซน และ ฮุนมาเนต กำลังส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และที่สำคัญในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้ง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า พวกเขากำลังสร้าง “กระแสชาตินิยม” ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเบี่ยงเบนปัญหา ซึ่งที่ผ่านมามักใช้ได้ผล เมื่อเกิดปัญหาตามแนวชายแดน ไม่ว่ากับเวียดนามหรือกับไทย
หากโฟกัสเฉพาะฝั่งไทยที่ถือว่ามีรายละเอียดที่ผิดแผกไปจากเดิม ในกรณีปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน เพราะหากเปรียบเทียบระหว่างปี 54 กับความขัดแย้งเมื่อปี 68 ที่เกิดการปะทะกันสองรอบ เพราะหากย้อนกลับไปในปี 54 ครั้งนั้นถือว่าฝ่ายการเมืองไทยไม่เป็นเอกภาพ แม้กระทั่งฝ่ายประชาชนด้วยกันเองยังมีปัญหาขัดแย้งกันเอง หากใครย้อนกลับไปดูบรรยากาศชายแดนในตอนนั้นเกิดความแตกแยกอย่างหนัก
ขณะที่การสู้รบครั้งล่าสุดถือว่าฝ่ายไทยมีเอกภาพมากที่สุดทั้งรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นหนึ่งเดียว หลังจากเกิดกรณี “คลิปอังเคิล” ทำให้ทุกคน “ตาสว่าง” และตามมาด้วยการยกเลิกเอ็มโอยู 44 โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้ง ให้รัฐบาลกัมพูชาทราบแล้ว
ความเคลื่อนไหวแบบนี้อาจเป็นเรื่องที่ฝ่าย “ครอบครัวฮุนเซน” คาดไม่ถึง ที่ผ่านมาอาจมีการ “ต่อสายใต้โต๊ะ” ยุติกันได้ แต่ครั้งนี้ประชาชน พระสงฆ์ รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว กดดันรัฐบาลแบบไม่ยอมปล่อย
อย่างไรก็ดียิ่งฝ่ายกัมพูชาเกิดปัญหามากเท่าใด โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้องมากเท่าใด อีกด้านหนึ่งมันก็ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดการสู้รบในรอบที่สาม เพราะมีเจตนา “เบี่ยงเบน” ปัญหาภายใน เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมามักนำมาใช้ทุกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปจากเดิม และผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจเหนือความคาดหมายก็ได้ !!

