xs
xsm
sm
md
lg

มาดเข้ม! สีจิ้นผิงเตือนทรัมป์ก้าวพลาดเรื่องไต้หวันจะไปสู่‘ความขัดแย้ง’ ขณะสหรัฐฯเน้นที่2ฝ่ายเห็นพ้อง‘เปิดฮอร์มุซ’ ในซัมมิตปักกิ่งวันแรก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน (ซ้าย) กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สนทนากัน ขณะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นรัฐพิธี ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ค่ำวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.)
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนบอกกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯว่า การพูดจากันในเรื่องการค้ากำลังมีความคืบหน้า แต่ก็กล่าวเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า การก้าวผิดพลาดในเรื่องไต้หวันอาจผลักดันสองประเทศให้เข้าสู่ “ความขัดแย้ง” ขณะทั้งคู่ประชุมซัมมิตกันที่กรุงปักกิ่งเป็นวันแรกในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สำหรับทางฝ่ายอเมริกานั้นเน้นน้ำหนักเรื่องที่ประมุขประเทศทั้งสองพูดจากันเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน และเห็นพ้องต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อรองรับการขนส่งน้ำมันและสินค้าอย่างเสรี




ทรัมป์มาถึงประเทศจีนพร้อมกับคำยกย่องสรรเสริญเจ้าภาพของเขา โดยเรียกสีว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และ “เพื่อน” รวมทั้งเชื้อเชิญให้เดินทางไปเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายนนี้

แต่เบื้องหลังการต้อนรับทรัมป์อย่างเอิกเกริกโอ่อ่า สีใช้น้ำเสียงที่แสดงการรับรองด้วยความกระตือรือร้นน้อยลง โดยกล่าวว่า ทั้งสองฝ่าย “ควรที่จะเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่เป็นคู่แข่งกัน” และเน้นย้ำประเด็นเรื่องไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งถือว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ตั้งแต่เริ่มต้นอย่างไม่มีรีรอ

“คำถามเรื่องไต้หวันเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” สี กล่าว ทั้งนี้ตามเนื้อหาคำแถลงเปิดการหารือของเขาที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนภาครัฐของจีน ไม่นานหลังจากการเจรจารอบแรกที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่งรวมแล้วการพูดจารอบนี้กินเวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที เกินกำหนดที่วางไว้แค่ 1 ชั่วโมง

“ถ้าหากจัดการไม่ถูกต้อง สองชาติก็อาจจะงัดข้อกันหรือกระทั่งเข้าสู่ความขัดแย้งกัน เป็นการผลักดันให้ทั่วทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯเข้าสู่สถานการณ์ที่มีอันตรายอย่างสูง” สี กล่าวต่อ

ทริปเดินทางมาปักกิ่งของทรัมป์เที่ยวนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งแรกในรอบระยะเวลาเกือบ 10 ปี โดยที่ฝ่ายจีนจัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ให้เกียรติ ถึงแม้ประเทศทั้งสองกำลังมีความตึงเครียดระหว่างกันที่ยังไม่อาจคลี่คลายได้ทั้งในทางการค้าและทางภูมิรัฐศาสตร์

สี ปูพรมแดงต้อนรับ ทรัมป์ อย่างยิ่งใหญ่ที่มหาศาลาประชาชน โดยมีวงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลง การตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ การยิงสลุต 21 นัด และกลุ่มนักเรียนที่กระโดดร่าเริงและตะโกนคำว่า “ยินดีต้อนรับ”

ทรัมป์ที่ดูปลาบปลื้มกับพิธีต้อนรับของฝ่ายจีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาจะดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และยกย่องสี เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

ในระหว่างการประชุมสุดยอดรอบแรกภายหลังพิธีต้อนรับครั้งนี้ สี ยังยกทฤษฎีทางการเมืองของกรีกยุคโบราณที่เรียกกันว่า “กับดักทิวซิดิดีส” ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเมื่อมหาอำนาจใหม่และมหาอำนาจเดิมทำการแข่งขันกัน ทั้งนี้เขาตั้งคำถามว่า จีนกับอเมริกาจะข้ามผ่าน กับดักทิวซิดิดีส และสร้างมิติใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่ และสำทับว่า การร่วมมือกันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ขณะที่การเผชิญหน้าจะทำร้ายทั้งสองประเทศ

ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ณ งานเลี้ยงอาคารค่ำอย่างเป็นทางการอันหรูหราซึ่งจัดขึ้นต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ผู้นำจีนได้กล่าวปราศรัยซึ่งมีเนื้อหายืนยันว่า ความร่วมมือกันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

“การบรรลุถึงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน และการรบรรลุถึงการทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องซึ่งสามารถจะเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างเต็มที่ ... และสร้างความก้าวหน้าให้แก่การอยู่ดีกินดีของทั่วทั้งโลก” สี กล่าว โดยอ้างอิงถึงคำขวัญสำคัญของฝ่ายจีนที่เขาเป็นผู้เสนอ และขบวนการ “MAGA” ของทรัมป์

ไม่อ้อมค้อม

ไต้หวันถือเป็นประเด็นอ่อนไหวระหว่างประเทศมหาอำนาจของโลก 2 รายนี้มายาวนาน โดยแม้อเมริกายอมรับหลักการจีนเดียว แต่สหรัฐฯก็ออกกฎหมายภายในประเทศของตน มีเนื้อหาระบุให้ต้องจัดหาอาวุธเพื่อให้ไต้หวันป้องกันตัวเองได้

ทางฝ่ายจีนนั้นยืนกรานว่า จะต้องผนวกไต้หวันและไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลัง โดยช่วงหลายปีมานี้ปักกิ่งเดินเกมกดดันทางทหารอย่างหนักต่อไทเป

หลังจากที่สีย้ำเส้นแดงเกี่ยวกับไต้หวัน ไทเปออกมาประณามว่า จีนเป็นความเสี่ยงเดียวของสันติภาพภายในภูมิภาค และยืนกรานว่า อเมริกายืนยันให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างชัดเจนและหนักแน่น

อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ (11) ทรัมป์เผยว่า จะคุยกับสีเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวัน ซึ่งถือเป็นการแหวกธรรมเนียมปฏิบัติยาวนานของวอชิงตันในการไม่ปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับปักกิ่ง

ด้านคำแถลงของทางทำเนียบขาวนั้นระบุ การพูดคุยในรอบแรกนี้เป็นไปด้วยดี แต่ไม่เอ่ยถึงประเด็นไต้หวันแต่อย่างใด

อดัม นี บรรณาธิการจดหมายข่าว ไชน่า เน่ยซาน ชี้ว่า แม้การใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาเป็นเรื่องปกติในนโยบายต่างประเทศจีน แต่ที่ไม่ปกติคือ ครั้งนี้เป็นคำพูดจากปากผู้นำประเทศ

ชอง จาลัน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มองว่า จีนกำลังส่งสัญญาณว่า ต้องการให้อเมริกาผ่อนจุดยืนเรื่องไต้หวัน และข้อเรียกร้องของสีอาจบ่งชี้ว่า จีนมองเห็นโอกาสในการโน้มน้าวทรัมป์

หารือเรื่องอิหร่าน

ทำเนียบขาวยังระบุว่า ผู้นำทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องสงครามอิหร่าน และเห็นพ้องว่า ต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อสนับสนุนการขนส่งพลังงานอย่างเสรี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การหารือประเด็นนี้อาจทำให้สถานะของทรัมป์อ่อนแอลง เนื่องจากสงครามนี้ถือเป็นก้าวพลาดก้าวใหญ่ของเขา จนกระทั่งเขาต้องเลื่อนการเยือนปักกิ่งมาแล้วครั้งหนึ่ง

ปัจจุบัน คะแนนนิยมในประเทศของทรัมป์ถูกบ่อนเซาะจากสงครามในอิหร่านที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังบอกอีกว่า สีระบุว่า จีนคัดค้านการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ทางทหาร หรือความพยายามในการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

ทางฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงก่อนหน้านั้นว่า มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้แล้ว มีรายงานว่าผู้นำทั้งคู่ยังหารือกันเรื่องการร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยที่ทรัมป์คาดหวังบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตร เครื่องบิน น้ำมันและก๊าซ และอื่นๆ

ผู้นำธุรกิจที่ร่วมทริปครั้งนี้ที่รวมถึงเจนเซน หวง จากอินวิเดีย และอีลอน มัสก์ จากเทสลา เข้าร่วมพิธีต้อนรับและมีส่วนร่วมในการหารือระหว่างทรัมป์กับสีในบางช่วง

สื่อของทางการจีนรายงานว่า สีกล่าวกับผู้บริหารเหล่านั้นว่า จีนจะเปิดประตูรับธุรกิจต่างชาติกว้างขึ้น และเสริมว่า การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศที่เกาหลีใต้เมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) บรรลุผลลัพธ์ที่ดีและสมดุล พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปกป้องโมเมนตัมบวกในขณะนี้

ทรัมป์และสียังมีแผนหารือเกี่ยวกับการขยายข้อตกลงระงับสงครามภาษีศุลกากรนาน 1 ปีที่ตกลงกันไว้ระหว่างพบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนต.ค.

กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเพิ่มเติมว่า ทั้งคู่ยังหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครนและสถานการณ์เกาหลีเหนือ

ภายหลังเสร็จสิ้นการเจรจารอบแรก สีได้นำทรัมป์ไปเยี่ยมชมหอสักการะฟ้า “เทียนถาน” ที่ยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก และกลับไปยังมหาศาลาประชาชนในงานเลี้ยงดินเนอร์อย่างเป็นทางการตอนช่วงค่ำ

(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์/เอพี)