ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมทัพคณะผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจชั้นนำของอเมริกา หลายคนเป็นซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยี การเงิน และอุตสาหกรรมสำคัญที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นอย่างมาก และการเดินทางครั้งนี้ได้รับความสนใจสูง เพราะสะท้อนถึงความพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ ท่ามกลางประเด็นการค้า ชิป AI ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์
ถามว่า "ใครเป็นใคร” ในทีมผู้บริหารที่ร่วมทริปซัมมิตทรัมป์-สี จิ้นผิง ซึ่งตามรายชื่อจากทำเนียบขาวและสื่อหลัก เช่น Reuters พบว่ามีบุคคลสำคัญราว 16-18 คน โดยภาคเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์นั้นโดดเด่นไม่แพ้ภาคใด
รายแรกคือ Tim Cook (Apple) ซีอีโอผู้คุมบังเหียนแอปเปิลตั้งแต่ปี 2554 ผู้สืบทอดจากสตีฟ จ็อบส์ รับผิดชอบการดำเนินงานทั่วโลกและซัปพลายเชนที่พึ่งพาจีนอย่างมาก แอปเปิลมีโรงงานผลิตหลักในจีนและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในแดนมังกร
อีกรายคือ Elon Musk (Tesla/SpaceX) ซีอีโอเทสลาและสเปซเอ็กซ์ เป็นมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลสูง เทสลามีโรงงานกิกะแฟคทอรีในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับตลาดจีนและส่งออก
ต่อมาคือ Jensen Huang (Nvidia) ซีอีโอเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านชิป AI ที่โลกต้องการ การเดินทางครั้งนี้ย่อมมีความสำคัญต่อการเจรจาเรื่องข้อจำกัดการส่งออกชิปไปจีนอย่างไม่ต้องสงสัย
รายที่ 4 คือ Cristiano Amon (Qualcomm) ซีอีโอควอลคอมม์ บริษัทชั้นนำด้านเซมิคอนดักเตอร์สำหรับมือถือและยานยนต์ ซึ่งมีธุรกิจใหญ่ในจีน
รายที่ 5 คือ Sanjay Mehrotra (Micron) ซีอีโอไมครอน เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหน่วยความจำคอมพิวเตอร์และสตอเรจสำหรับเก็บข้อมูล
รายที่ 6 คือ Jim Anderson (Coherent) ซีอีโอแห่งบริษัทโคเฮเรนต์ ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีเลเซอร์และวัสดุขั้นสูง
***ภาคการเงินและการลงทุนตกเท้าร่วมทริป
รายที่ 7 คือ Larry Fink (BlackRock) ซีอีโอแบล็คร็อก ผู้จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการหลายล้านล้านดอลลาร์ และลงทุนในจีนอย่างกว้างขวาง
รายที่ 8 คือ Stephen Schwarzman (Blackstone) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแบล็กสโตนรายนี้เป็นมหาเศรษฐีผู้มีเครือข่ายการลงทุนทั่วโลกและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำธุรกิจจีน
รายที่ 9 คือ Jane Fraser (Citi) ซีอีโอซิตี้กรุ๊ป ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นหลังเสือนำทางธนาคารใหญ่ในวอลล์สตรีท
รายที่ 10 คือ David Solomon (Goldman Sachs) ซีอีโอกอลด์แมน แซคส์ ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำ
รายที่ 11 คือ Ryan McInerney (Visa) และ Michael Miebach (Mastercard) ซีอีโอของเครือข่ายชำระเงินยักษ์ใหญ่ที่ต้องการขยายธุรกิจในตลาดจีน
***ภาคอุตสาหกรรมขยับ
รายที่ 12 คือ Kelly Ortberg (Boeing) ซีอีโอโบอิง ผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ชั้นนำ และจีนเป็นตลาดสั่งซื้อเครื่องบินใหญ่รายสำคัญ
รายที่ 13 คือ H. Lawrence Culp (GE Aerospace) ซีอีโอของจีอี แอโรสเปซ เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเครื่องยนต์เครื่องบินและเทคโนโลยีการบิน
รายที่ 14 คือ Brian Sikes (Cargill) ซีอีโอบริษัทคาร์กิลล์ ซึ่งเป็นดาวรุ่งด้านเกษตรและอาหารยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยจีนเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรสำคัญของบริษัท
รายที่ 15 คือ Chuck Robbins (Cisco) ซีอีโอซิสโก้ บริษัทเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศเบอร์ใหญ่ที่องค์กรทั่วโลกรู้จักดี
รายที่ 16 คือ Dina Powell McCormick (Meta) ประธานและรองประธาน Meta (เฟซบุ๊ก) ซึ่งมีบทบาทด้านนโยบายและธุรกิจระหว่างประเทศ
และรายที่ 17 คือ Jacob Thaysen (Illumina) ซีอีโออิลลูมินา บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและเครื่องมือพันธุกรรม
การร่วมทริปของกลุ่มซีอีโอชุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพลังทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึงผลประโยชน์ตรงของแต่ละบริษัทที่ต้องการลดอุปสรรคทางการค้า เข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น และคลี่คลายความตึงเครียดเรื่องเทคโนโลยีและการลงทุน
นักวิเคราะห์มองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสให้ทรัมป์ผลักดันข้อตกลงการค้าที่เป็นรูปธรรม เช่น การสั่งซื้อเครื่องบินโบอิง การผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับเทสลาและแอปเปิล รวมถึงประเด็นชิป AI ที่ Nvidia และ Qualcomm ให้ความสำคัญสูงเป็นพิเศษ
ทริปนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ยังคงเปราะบาง ทั้งเรื่องไต้หวัน สงครามการค้า และการแข่งขันเทคโนโลยี แต่การนำซีอีโอชั้นนำมาร่วมด้วย แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่ภาคธุรกิจอเมริกันมีต่อนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ ที่ได้เข้ามาบริหารประเทศรอบ 2
สำหรับผลลัพธ์ของการประชุมกับสี จิ้นผิง จะส่งผลกระทบต่อตลาดโลก หุ้นเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระยะยาวอย่างแน่นอน การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้จึงเป็นทั้งการทูตระหว่างผู้นำ และเป็นการทูตธุรกิจที่โลกต้องจับตา.

