ตร.ลุยทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน ตรวจพบบริษัทโยงต่างชาติกว่า 2,300 ราย จับแล้ว 2 ออกหมายจับเพิ่มอีก 3 พร้อมยึดโฉนด 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท เร่งขยายผลเส้นทางการเงิน-ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคนไทย สำนักงานกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ เอี่ยวช่วยอำพรางถือหุ้นแทนต่างชาติ
วันนี้ (14 พ.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะมาตรการ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยและลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกาะพะงันถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่า จากการสืบสวนตรวจสอบพบบริษัทนิติบุคคลบนเกาะพะงันทั้งหมด 3,754 ราย และพบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นถึง 2,381 ราย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย และออกหมายจับอีก 3 ราย พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การถือหุ้นต้องไม่เกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่พบคือการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกถึงรูปแบบการถือหุ้นไขว้กันของบริษัทต่างๆ ว่าเข้าข่ายการอำพรางหรือไม่ โดยพบลักษณะใช้คนไทยกลุ่มเดิมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในหลายบริษัท สลับกันไปมา จนอาจเข้าข่ายเป็น “บริษัทม้า” หรือบริษัทนอมินี
สำหรับประเด็นที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือสำนักงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “รู้หรือควรรู้” หรือไม่ ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการช่วยปกปิดอำพรางให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่รับดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียด
ส่วนคนไทยที่เข้าไปถือหุ้นแทน หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันการครอบงำธุรกิจและถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

