ไม่สนเสียงค้าน คลังจ่อชง ครม. กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทสัปดาห์หน้า แก้ปัญหาปากท้องประชาชน "เอกนิติ" ย้ำหนี้ไม่ทะลุเพดาน "ปกรณ์" มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลออกมาย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และพร้อมจะเดินหน้าอนุมัติกรอบการกู้เงินในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า แม้ว่าฝ่ายค้านจะได้มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะมีการเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พฤษภาคม โดยจะเป็นการเสนอพร้อมกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะมีความชัดเจนว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาจากแหล่งไหน
นายเอกนิติ ยืนยันว่า การกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก. กู้เงินนั้น จะไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงเกินเพดานที่ 70% ของจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 66% ของจีดีพี ดังนั้นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะจากการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่ประเด็น และที่ผ่านมาได้เน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มข้น เพราะก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ตนได้เป็นคนปรับลดลงมาเหลือ 4 แสนล้านบาท เพราะไม่ต้องการให้มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือเสียวินัยการคลัง ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามกระบวนการ ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของตัวเองเช่นกัน
ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า การดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยการออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบเพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนด ถ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะการตราพระราชกำหนดเป็นการตรากฎหมายที่ข้ามขั้นตอนของสภา เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนต้องรับผิดชอบ

