หนองคาย-เผยผลตรวจปลาแค้ป่วย ที่เชียงคาน จ.เลย และ หนองคาย พบมีสารโลหะหนัก เชียงคาน พบตะกั่วกับปรอทสูง ส่วนหนองคาย เป็น แคดเมียมและแมงกานิสสูง ส่วนปลาทั่วไปยังสามารถรับประทานได้ตามปกติ แนะปรุงสุกทุกครั้ง
หลังจากที่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวประมงในพื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ได้พบปลาแค้ ในน้ำโขง มีตุ่มขึ้นเต็มตัว จนสร้างความกังวลให้ประชาชนชาวลุ่มน้ำโขงทั้งเลย และหนองคาย จากนั้นได้นำปลาแค้ที่มีตุ่มนำส่งตรวจอย่างละเอียดที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก
ล่าสุด ทีมวิจัยฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำโดย รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผอ.หน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และที่ปรึกษาโครงการวิจัย นำคณะ ให้ข้อมูลผลการตรวจวิจัยและตรวจสอบปลาที่ได้รับมานั้น ทราบว่า ทีมวิจัยได้วัดโลหะหนัก 5 ตัว ได้แก่ สารหนู, ปรอท, ตะกั่ว,แคดเมียม และแมงกานีส โดยในปลาแค้ที่ส่งตรวจนั้น พบค่าตะกั่ว เกินมาตรฐานนิดหน่อย
กล่าวคือ ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.3 ตรวจพบในปลา 0.31 เป็นการประมาณค่ามาตรฐาน หากเกินไม่เกินต้องเก็บตัวอย่างมากขึ้น ทีมวิจัยพบตะกั่วในเนื้อปลาแค้ที่ป่วย เป็นสารปนเปื้อนที่พบมากที่สุดในปลาพื้นที่เชียงคาน
ส่วนปลาในพื้นที่ จ.หนองคาย ต่ำกว่ามาตรฐานสามารถบริโภคได้ และยังไม่พบสัญญาณบ่งชี้ โดยปลาป่วยไม่ควรบริโภคเพราะมีพยาธิในลำไส้เยอะ ปลาแค้ก็จะมีโลหะหนักปานกลาง ปลาป่วยจะพบสารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และแมงกานีส สูงกว่าปลาที่ไม่ป่วย แต่ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน มีแค่ตะกั่วตัวเดียวที่เทียบเท่าค่ามาตรฐาน
สรุป ปลาแค้ที่เชียงคาน เป็นตะกั่วกับปรอทสูง ส่วนหนองคาย เป็นแคดเมียมและแมงกานีสสูง ค่าทางสถิติที่ปลาเจ็บป่วย จะมีโลหะหนักสูงมากกว่าปลาที่ไม่ป่วยอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติสอดคล้องกับงานวิจัยนานาชาติว่า หากปลาป่วยจะมีโลหะหนักสูง เกิดภูมิคุ้มกันต่ำ จนติดเชื้อและเกิดมีปรสิต พยาธิ ได้ และสอดคล้องผลเลือดของ ดร.ทนพ.ณัฐวุฒิ เจริญผล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทำได้ที่ จ.หนองคาย เท่านั้น
โดยผลเลือดปลาที่ป่วย ทำให้มีไบโอมาร์คเกอร์ที่ลักษณะของการรับสัมผัสกับโลหะหนัก มีดีเอ็นเอเสียหาย มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง มีพยาธิใบไม้จำนวนมาก เม็ดเลือดขาวสูง มีการติดเชื้อ
ซึ่งผลการตรวจที่เชียงคาน จ.เลย และ หนองคาย ยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกเพราะเป็นแค่ปลาที่ป่วยถึงมีอาการ ยังสามารถรับประทานปลาได้แต่ควรปรุงสุกทุกครั้ง โดยจะมีการเก็บตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างตะกอน ตัวอย่างปลาในพื้นที่เพิ่มเติม ทั้งปลาป่วยและปลาปกติเพื่อนำมาทดสอบเพิ่มเติมว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนักมากน้อยเพียงใด จะมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบสัปดาห์ละ 1-2 ตัว และจะประสานกับทางจังหวัดเพื่อกำหนดทิศทางบริหารจัดการต่อไป.

