xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนรอยคุก 6 ปี “ชูชีพ” คดีปุ๋ย 367 ล้าน เตือนสติ “สุริยะ” ของบกลาง 6 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



​หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง ระหว่าง อิหร่านกับสหรัฐฯ จนส่งผลต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากไทยจะได้รับผลกระทบด้านน้ำมันและพลังงานแล้ว ยังเริ่มเกิดความกังวลเรื่องปุ๋ยขาดแคลนตามมา

​ก่อนหน้านี้ “บิ๊กซัน” นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคเพื่อไทย เดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเดือนเมษายน 2569 เพื่อเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรีย 1-2 ล้านตันต่อปี ในราคามิตรภาพ หวังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรไทย โดยผลการเจรจาเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี และรัสเซียพร้อมส่งออก

​แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแผน โดยอ้างปัญหาการส่งมอบล่าช้าในช่วงเดือนสิงหาคม อาจไม่ทันฤดูกาลผลิต รวมถึงราคาปุ๋ยในตลาดโลกที่ผันผวน จึงชะลอแผนนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย พร้อมเตรียมเสนอของบกลางจากรัฐบาล 6,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์แจกจ่ายเกษตรกรทั่วประเทศแทน

​แม้การช่วยเหลือเกษตรกรจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่การแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ซื้อของแจกในรูปแบบเดิม ก็ยังถูกตั้งคำถามว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา วิธีคิดแบบใช้งบประมาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนหรือพึ่งพาตนเองได้จริง

​สิ่งที่สังคมจับตาไม่ใช่เพียงเรื่องประสิทธิภาพของโครงการ แต่รวมถึงความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ ว่าเกษตรกรกลุ่มใดจะได้รับสิทธิ์ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะตรวจสอบได้เพียงใด

​เมื่อมีงบประมาณสูงถึง 6,000 ล้านบาท ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่องการวิ่งเต้นของบริษัทขายปุ๋ย การล็อบบี้จากภาคเอกชน ชนิดหัวกระไดกระทรวงเกษตรฯ ไม่แห้ง

รวมถึงข้อกังวล ความเสี่ยงเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย เพราะคนในแวดวงการเมืองและวงการเกษตรต่างมองออกว่า โครงการลักษณะนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างยิ่ง

​เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเกษตรกร แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะในรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็ง แต่หากปล่อยให้เกิดข้อครหาหรือความไม่โปร่งใส ก็อาจกลายเป็นรูรั่วแรก ทำลายความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว

​ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจสวนทางกับแนวทางบริหารของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศชัดว่า รัฐบาลนี้ต้องไม่มีเรื่องทุจริต และต้องทำงานอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง

​ล่าสุด “สุริยะ” เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ วงเงิน 6,000 ล้านบาท น่าจะยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ทัน เนื่องจากรายละเอียดโครงการยังไม่สมบูรณ์ โดยคาดว่าจะเสนอได้ในสัปดาห์หน้า

​อย่างไรก็ตาม ประเด็น “ซื้อปุ๋ยแจก” ในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงคดีทุจริตปุ๋ยอินทรีย์ในอดีต ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ

​เมื่อปี 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยพิพากษาจำคุก “ชูชีพ หาญสวัสดิ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับ “วิทยา เทียนทอง” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีเกษตรฯ คนละ 6 ปี ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมทุจริตฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์แจกเกษตรกร

​คดีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างปี 2544-2545 จากโครงการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์จำนวน 1.31 แสนตัน วงเงินกว่า 367 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยศาลฎีกาฯ เห็นว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

​ก่อนหน้านั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดตั้งแต่ปี 2555 ทั้งนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงหน่วยงานและเอกชนหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ปลอมในโครงการดังกล่าว

​คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญ และเป็นเครื่องเตือนใจต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบันว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ใช้งบประมาณมหาศาล หากขาดความรอบคอบและการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่ปัญหาทุจริตซ้ำรอยได้

​สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่เพียง “สุริยะ” ในฐานะเจ้ากระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องระมัดระวัง แต่ “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาทุจริต จนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทั้งชุดในอนาคต