“พิพัฒน์”เผยมาตรการปิดไฟถนน ทางหลวงชนบท ประหยัด 40% ส่วน ทางหลวง 10% อธิบดีทางหลวงชนบท ย้ำปิดไฟหลัง 4 ทุ่ม เลือกเฉพาะถนนที่มีรถต่ำกว่า 60 คัน/ชม. ส่วนจุดเสี่ยงเกิดเหตุบ่อย-ทางโค้ง-ชุมชน ห้ามปิด พร้อมวางแผนทยอยเปลี่ยน 8 แสนหลอดเป็น LED เพื่อประหยัดระยะยาว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ในฐานะหน่วยงานที่มีโครงข่ายเส้นทางเข้าถึงชุมชนและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เร่งเดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมทั่วประเทศให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนน เชื่อมต่อเส้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้ย้ำให้บริหารงบประมาณทุกบาทให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในระยะยาว เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงนโยบายการเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED และการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มริมทาง
ส่วน มาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ และต้องไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้เส้นทาง ซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้เริ่มดำเนินการวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พบว่า สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 40% ส่วนกรมทางหลวง ซึ่งมีการดำเนินมาตรการปิดไฟในแนวทางเดียวกัน รายงานว่าสามารถประหยัดได้ 10%
ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ทช.ดำเนินมาตรการตามนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานในทุกหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าภายในองค์กร การปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานด้านระบบไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนสายต่าง ๆ ของกรมทางหลวงชนบท
โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาปรับลดการเปิดไฟฟ้าส่องสว่างโดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ ซึ่งจะดำเนินการกับถนนที่ มีปริมาณการจราจรต่ำกว่า 60 คันต่อชั่วโมง ส่วนที่มีจุดเสี่ยง ทางโค้ง ทางแยก และพื้นที่ชุมชนหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย จะไม่ดำเนินการเด็ดขาด พื้นที่เหล่านั้นจะต้องเปิดไฟเพื่อให้แสงสว่างเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และกรณีจะมีการปิดไฟในจุดใด จะดำเนินการหลังเวลา 22.00 น. ส่วนเวลาที่จะกลับมาเปิดไฟอีกครั้ง จะดูเป็นรายพื้นที่ว่าประชาชนจะเริ่มใช้เส้นทางในเวลาไหน เช่น พื้นที่ภาคใต้ ประชาชนจะออกมากรีดยางตั้งแต่ตี 3 ก็ต้องเปิดไฟรองรับการเดินทาง ขณะที่ยืนยันถนนสายหลัก เช่น ถนนราชพฤกษ์ จะไม่มีการปิดไฟฟ้าส่องสว่าง
“ยืนยันถึงถนนที่จะดำเนินมาตรการปิดไฟประหยัดพลังงานจะต้องมีปริมาณการจราจรช่วงเวลากลางคืนน้อย ไม่มีจุดเสี่ยงอันตราย พวกทางแยก ทางโค้งอันตราย คอขวด หรือพื้นที่ชุมชนห รวมถึงไม่มีประวัติการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ห้ามปิดเด็กขาด”
อธิบดีกรมทางหลวงชนบทกล่าวถึง นโยบายการเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นหลอด LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว ปัจจุบัน ทช.มีหลอดไฟส่องสว่างทั่วประเทศรวมประมาณ 800,000 ดวง ดังนั้นจะทำแผนการปรับเปลี่ยนเป็นหลอด LED โดยจะทยอยเปลี่ยนหลอดไฟที่มีอายุการใช้งานนานและเริ่มเสื่อมสภาพก่อน โดยคาดว่าจะใช้งบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการดำเนินการ
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกพื้นที่ของกรมทางหลวงชนบท เฝ้าระวังปัญหาการลักขโมยสายไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าตามแนวถนน ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ แม้บางจุดจะมีการเทคอนกรีตป้องกันแล้วก็ตาม โดยหม้อแปลงแต่ละลูกมีมูลค่ากว่า 170,000 -210,000 บาท ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าส่องสว่างและงบประมาณภาครัฐ
นายพิชิต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทช. ยังเน้นการดูแลประชาชนในยามวิกฤต ตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม เช่น การระดมเครื่องจักรและถุงยังชีพเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ยังได้นำเทคโนโลยี "ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุอัจฉริยะ" มาใช้ตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และนำนวัตกรรมรักษ์โลกอย่างการใช้ถนนจากขยะพลาสติกรีไซเคิลมาต่อยอด เพื่อลดมลพิษอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ทางหลวงชนบทดูแลรับผิดชอบโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง ระยะทางรวมกว่า 51,295 กิโลเมตร และสะพานอีกกว่าหมื่นแห่ง ทิศทางจากนี้ไปจนถึงปี 2570 ทช. จะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล เพื่อให้ทางหลวงชนบททุกสายเป็น "ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และนำพาความสุขไปสู่หน้าประตูบ้านของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง" นายพิชิต กล่าว

