The US has been burning through weapons in Iran it could need in a war with China. Here are the latest estimates.
By Sinéad Baker, BUSINESS INSIDER
23/04/2026
สหรัฐฯใช้เครื่องกระสุนของระบบอาวุธสำคัญๆ ของตนไปเป็นจำนวนมาก ในการทำสงครามกับอิหร่าน ตามการประเมินของทางผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งระบุด้วยว่า พวกที่ยังเหลืออยู่ในคลังแสงเวลานี้ ยังเพียงพอสำหรับการสู้รบครั้งนี้ แต่ “ความเสี่ยง” ซึ่งจะกินเวลายาวนานหลายปีทีเดียว อยู่ที่สงครามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะถ้าเป็นการทำศึกกับคู่ต่อสู้ที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงกันอย่างประเทศจีน
สหรัฐฯกำลังใช้พวกเครื่องกระสุนที่มีความสำคัญยิ่งยวด –ซึ่งรวมไปถึงบรรดาขีปนาวุธสำหรับการโจมตีและจรวดสกัดกั้นสำหรับการป้องกัน-- ไปในการเล่นงานอิหร่าน ด้วยอัตราสูงมาก จนกระทั่งสหรัฐฯอาจเผชิญกับความเสี่ยงในสงครามที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต –โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสู้รบกับชาติที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงกันอย่างประเทศจีน ทั้งนี้เป็นคำเตือนของพวกผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหม
กองทหารสหรัฐฯ “ใช้ไปเยอะมาก” ในเรื่องพวกเครื่องกระสุนของระบบอาวุธหลักๆ 7 ชนิด ตลอดช่วงเวลา 39 วันของการรณรงค์เปิดศึกทางอากาศและขีปนาวุธเล่นงานโจมตีใส่อิหร่าน ก่อนหน้าการหยุดยิงซึ่งยังคงมีความเปราะบางยิ่งจะมีผลบังคับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสงคราม 2 ราย ของศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS) องค์การคลังสมองชื่อดังที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ระบุเอาไว้เช่นนี้ในรายงานฉบับใหม่
กองทัพสหรัฐฯ “มีขีปนาวุธเพียงพอสำหรับการสู้รบต่อไปในสงครามครั้งนี้ ภายใต้ฉากทัศน์สมมุติสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ทุกๆ ฉากทัศน์” เมื่อพิจารณาจากคลังแสงเครื่องกระสุนทั้งหลาย พวกเขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ อย่างไรก็ดี “ความเสี่ยงที่กล่าวถึงนี้ –ซึ่งจะยืนยาวต่อไปอีกเป็นเวลาหลายๆ ปีทีเดียว— อยู่ที่ในสงครามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า มีเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใดที่ถูกใช้ไป และต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่จะสามารถหามาทดแทนได้
“ขีปนาวุธเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการสู้รบขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในแปซิฟิกตะวันตก” มาร์ก แคนเซียน (Mark Cancian) และ คริส พาร์ก (Chris Park) 2 นักวิจัยของ CSIS บอก ทั้งนี้ แปซิฟิกตะวันตกหมายถึงมหาสมุทรแปซิฟิกทางฟากที่อยู่ติดกับทวีปเอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลีย
“แม้กระทั่งก่อนหน้าเกิดสงครามอิหร่าน คลังแสงเครื่องกระสุนเหล่านี้ก็ทำท่าว่าไม่เพียงพออยู่แล้วสำหรับใช้ในกรณีเกิดการสู้รบกับคู่ต่อสู้ที่มีความเข้มแข็งทัดเทียมใกล้เคียงกันกับสหรัฐฯ ความไม่เพียงพอดังกล่าวเวลานี้ยิ่งดูสาหัสร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก และการสร้างสต็อกให้อยู่ในระดับเหมาะสมสำหรับการทำสงครามกับจีน จะต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นอีก”
สต็อกเครื่องกระสุนที่ลดต่ำลงเช่นนี้ ยังมีผลกระทบกระเทือนซัปพลายที่จะจัดส่งไปให้แก่ยูเครนและพวกชาติพันธมิตรต่างๆ อีกด้วย และในที่สุดแล้ว “สหรัฐฯจะตกอยู่ในสภาพที่ต้องแข่งขันกับพวกประเทศซึ่งก็ต้องการเติมเต็มส่วนที่ร่อยหรอไปและขยายคลังแสงเครื่องกระสุนของพวกเขาเหมือนกัน” รายงานของนักวิจัยทั้ง 2 ชี้
อะไรบ้างที่ร่อยหรอลงไป
เครื่องกระสุนหลักๆ ทั้ง 7 ชนิด ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องกระสุนสำหรับระบบการโจมตีพิสัยไกลจากภาคพื้นดิน ไปจนถึงเครื่องกระสุนสำหรับระบบการป้องกันทางอากาศและการป้องกันขีปนาวุธ “มีประสิทธิภาพสูงมากในการสู้รบในสงครามคราวนี้ และดังนั้นการใช้จ่ายหมดเปลืองไปจึงอยู่ในระดับที่สูง” ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนบอก ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้พบว่าสหรัฐฯน่าจะใช้เครื่องกระสุนของอาวุธสำคัญถึง 4 ชนิด ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่มีอยู่คลังแสงในช่วงก่อนสงคราม
โดยในด้านการป้องกัน สหรัฐฯมีจรวดสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงช่วงลงปลายทาง (Terminal High Altitude Area Defense หรือ THAAD ธาด) อยู่ราวๆ 360 ลูกในช่วงก่อนการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ และปรากฏว่าช่วงสงครามนี้ได้ใช้ไปแล้ว 190 ถึง 290 ลูก นักวิจัยทั้งสองประมาณการ โดยอิงอาศัยพวกข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน รวมทั้งพวกเอกสารงบประมาณของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน)
จรวดสกัดกั้น PAC-3 สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ แพทริออต (Patriot air defense system) ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากก็ถูกใช้ไปในอัตราสูงเช่นเดียวกัน โดยในตอนเริ่มต้นสงครามครั้งนี้สหรัฐฯมีอยู่ราวๆ 2,330 ลูก และกำลังใช้ไปแล้วราว 1,430 ลูก ถึงแม้ยังอาจจะยังมีจรวดเวอร์ชั่นเก่าๆ เหลืออยู่อีกก็ตามที
พวกขีปนาวุธสกัดกั้นกำลังเป็นที่ต้องการสูงขึ้นมากในตลอดทั่วโลก และมีความกังวลกันเกี่ยวกับสต็อกที่มีอยู่แม้กระทั่งก่อนหน้าสงครามคราวนี้ เป็นต้นว่า ยูเครนได้ออกมาเตือนแล้วว่ากำลังเผชิญภาวะขาดแคลนถึงขั้นวิกฤต พร้อมกับแสดงความวิตกว่าการที่สหรัฐฯใช้เครื่องกระสุนนี้ไปในการถล่มอิหร่านอาจจะส่งผลกระทบกระเทือนซัปพลายที่จะจัดส่งให้แก่พวกเขา
ทางด้านจรวดสกัดกั้นสำหรับระบบ SM-3 ที่ยิงจากเรือรบนั้น สหรัฐฯมีอยู่กว่า 400 ลูกในช่ยงก่อนสงครามอิหร่าน และได้ใช้ไประหว่าง 130 ถึง 250 ลูก ขณะที่การใช้จรวดสกัดกั้นของระบบ SM-6 อยู่ในปริมาณที่ก่อให้เกิดวิกฤตน้อยกว่า โดยใช้ไปไม่น่าจะเกิน 370 ลูกจากที่มีอยู่ราวๆ 1,160 ลูก
สำหรับเครื่องกระสุนของระบบอาวุธเพื่อการโจมตี สหรัฐฯมีขีปนาวุธโจมตีความแม่นยำสูง (Precision Strike Missiles หรือ PrSMs) อยู่ราว 90 ลูกเมื่อตอนก่อนสงคราม และได้ใช้ไปประมาณ 40 ถึง 70 ลูก เครื่องกระสุนชนิดนี้ถือว่าเป็นอาวุธใหม่ซึ่งนำออกมาใช้ในการสู้รบเป็นครั้งแรกในการสู้รบขัดแย้งคราวนี้
เครื่องกระสุนสำหรับระบบอาวุธโจมตีอีกชนิดหนึ่งคือ ขีปนาวุธร่อนเพื่อการโจมตีภาคพื้นดิน โทมาฮอว์ก (Tomahawk land-attack cruise missile) ซึ่งรายงานนี้ประมาณการว่าสหรัฐฯมีอยู่มากกว่า 3,000 ลูกในคลังแสงก่อนสงครามอิหร่าน และได้ถูกใช้ไปมากกว่า 850 ลูกในการสู้รบขัดแย้งนี้
นอกจากนั้น สหรัฐฯยังมีขีปนาวุธร่อนโจมตีจากอากาศสู่ภาคพื้นในระยะปลอดภัย (Joint Air-to-Surface Standoff Missiles หรือ JASSMs) ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนพิสัยทำการไกล จำนวนมากกว่า 4,000 ลูกอยู่ในคลังแสงช่วงก่อนสงคราม และได้ถูกใช้ไปราวๆ 1,000 ลูก รายงานฉบับนี้กล่าว
การหามาเติมเพื่อทดแทนทำได้อย่างเชื่องช้ามาก
สหรัฐฯกำลังพยายามเร่งรัดเรื่องการผลิต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำเนียบขาวประกาศแผนการต่างๆ ที่จะเพิ่มผลผลิตขึ้นมาให้ได้ 4 เท่าตัวสำหรับพวกอาวุธสำคัญๆ บางชนิด และพวกบริษัทผู้ผลิตก็ได้เสนอแผนการสรุปสำหรับการผลิตให้ได้สูงขึ้น
บริษัทล็อกฮีดมาร์ติน (Lockheed Martin) แถลงว่า จะเพิ่มความสามารถในการผลิตจรวดสกัดกั้นของระบบ THAAD ขึ้นเป็น 400 ลูกต่อปี จากที่จะทำได้ 96 ลูกในช่วงตลอด 7 ปีข้างหน้านี้ ส่วนบริษัทอาร์ทีเอ็กซ์ (RTX) ผู้ผลิตโทมาฮอว์กบอกว่า จะเพิ่มการผลิตต่อปีขึ้นไปให้ได้มากกว่า 1,000 ลูก และการผลิต SM-6 ก็จะทำให้ได้เป็นมากกว่า 500 ลูกต่อปี นอกจากนั้นยังมีแผนการเพื่อมุ่งเพิ่มการผลิตจรวดสกัดกั้น PAC-3 ของระบบแพทริออตให้ได้ภายในปี 2030
ล็อกฮีดมาร์ตินยังจะเพิ่มการผลิต PrSM ให้มากขึ้น โดยได้สัญญาที่จะเพิ่มการผลิตขึ้นเป็น 4 เท่าตัวทีเดียว
รายงานของ CSIS เตือนว่า “จวบจนกระทั่งการผลิตที่ระบุว่าจะเพิ่มขึ้นเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งซึ่งทำได้จริงๆ ขึ้นมาแล้ว ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯก็จะยังคงเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องคอยเลือกสรรว่าจะแบ่งสันปันส่วนผลผลิตอย่างไรดีเพื่อตอบสนองความต้องการที่มาจากส่วนต่างๆ”
การขยายการผลิตดังกล่าวจะสำเร็จได้เพียงใด ต้องพึ่งพาอย่างมากกับเงินงบประมาณก้อนใหม่ๆ จากทางรัฐสภา ขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตก็เป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา
รายงานฉบับนี้ของ CSIS ได้เสนอการประมาณการว่าการได้เครื่องกระสุนใหม่ๆ เข้ามาทดแทนอาวุธที่หมดเปลืองไปนี้ จะต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน โดยอิงอยู่กับอัตราการผลิตเฉลี่ยระยะ 5 ปี ผลที่ออกมาก็คือ สำหรับ JASSMs นักวิจัยทั้งสองประมาณการเอาไว้ที่ 48 เดือน นั่นคือ 4 ปี ส่วน PAC-3s อยู่ที่ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง, และ THAAD อยู่ที่ 53 เดือน หรือ 4 ปี 5 เดือน ขณะที่ โทมาฮอว์ก อยู่ที่ 47 เดือน หรือ 3 ปี 11 เดือน
“ระบบอาวุธเหล่านี้จำนวนมากอยู่ในสภาพติดขัดอันเนื่องมาจากความสามารถทางการผลิตอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ก่อนหน้าจะเริ่มต้นทำการผลิตกันได้จริงๆ จึงยิ่งยาวนานขึ้นไปอีก” นักวิจัยทั้งสองบอก
ฟรานซ์-สเตฟาน แกดี (Franz-Stefan Gady) ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมของศูนย์เพื่อความมั่นคงใหม่ของอเมริกัน (Center for a New American Security) องค์การคลังสมองอีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ก็ออกมาเตือนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า การเติมเต็มคลังเครื่องกระสุนอาวุธความแม่นยำสูงของสหรัฐฯจะต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปีทีเดียว เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ที่กำลังส่งเสียงเตือนภัยกันเป็นแถว หลายคนกระทั่งออกมาพูดก่อนสงครามครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำไป
สหรัฐฯอาจจะอยู่ในฐานะอ่อนปวกเปียนในสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สหรัฐฯยังคงมีเครื่องกระสุนอยู่อย่างเพียงพอสำหรับใช้ในการปฏิบัติการเล่นงานอิหร่าน พวกผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กล่าว
แต่เครื่องกระสุนหลักๆ จำนวนมากทีเดียวซึ่งกำลังร่อยหรอลงไปนั้น มีความสำคัญยิ่งยวดสำหรับการสู้รบกับคู่ต่อสู้ที่มีฐานะทัดเทียมกันอย่างเช่นประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการต่อต้านพวกขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ซึ่งสหรัฐฯมีตัวเลือกให้ใช้ได้อยู่ไม่กี่ชนิดอยู่แล้ว
สำหรับพวกเครื่องกระสุนสำคัญทั้ง 7 ชนิดที่ทำการประเมินในคราวนี้ “จำนวนมากทีเดียวยังมีความจำเป็นต้องเตรียมไว้ใช้สำหรับการสู้รบขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตในแปซิฟิกตะวันตก ขณะเดียวกันพันธมิตรและหุ้นส่วนจำนวนมากก็ใช้ระบบอาวุธเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน ก่อให้เกิดสถานการณ์การแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงผลผลิตที่ออกมา” นักวิจัยทั้งสองชี้
ในการทำสงครามกับจีน สหรัฐฯจำเป็นที่จะต้องมีอำนาจโจมตีพิสัยไกลอย่างเพียงพอเพื่อเอาชนะและเจาะทะลุแนวป้องกันของจีน เช่นเดียวกับที่ต้องมีการป้องกันอย่างสำคัญเพื่อตอบโต้กับคลังแสงขีปนาวุธที่มีอยู่อย่างมากมายของแดนมังกร
การประเมินในครั้งนี้ ก็เฉกเช่นเดียวกับในครั้งก่อนๆ มีการระบุเอาไว้ว่า การสู้รบอย่างดุเดือดเข้มข้นมากกับจีน สามารถที่จะทำให้เครื่องกระสุนต่างๆ ของสหรัฐฯหมดเปลืองไปอย่างรวดเร็วกระทั่งยิ่งกว่าในสงครามกับอิหร่านด้วยซ้ำ
กองทัพสหรัฐฯสามารถที่จะโยกย้ายทรัพย์สินต่างๆ กลับคืนสู่แปซิฟิกหลังจากสงครามอิหร่าน และเริ่มต้นสร้างคลังแสงขึ้นมาใหม่ “ทว่าการฟื้นคืนสต็อกที่หมดเปลืองไป แล้วจากนั้นก็บรรลุถึงระดับการมีอาวุธคงคลังในจำนวนที่พึงปรารถนานั้น จะต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียว”
“ระดับอาวุธในคลังแสงก่อนหน้าสงครามอยู่ในสภาพที่ไม่เพียงพออยู่ก่อนแล้ว” รายงานของ CSIS บอก “ระดับที่มีอยู่ในเวลานี้จะกลายเป็นเครื่องจำกัดการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ถ้าหากเกิดการสู้รบขัดแย้งขึ้นมาในอนาคต”

