"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569" กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้
1. "ดัชนีการเมืองไทย" เดือนเมษายน 2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.79 (เดือนมีนาคม 2569 ได้ 3.89 คะแนน
2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด "ดัชนีการเมืองไทย" โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้
(1) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.31 คะแนน ลดลงจาก 4.35 คะแนน (เทียบกับเดือนมีนาคม 2569)
(2) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.24 คะแนน ลดลงจาก 4.32 คะแนน
(3) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.22 คะแนน ลดลงจาก 4.27 คะแนน
(4) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.18 ลดลงจาก 4.24 คะแนน
(5) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.13 คะแนน ลดลงจาก 4.19 คะแนน
(6) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.06 คะแนน ลดลงจาก 4.16 คะแนน
(7) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.03 คะแนน ลดลงจาก 4.13 คะแนน
(8) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 3.99 คะแนน ลดลงจาก 4.09 คะแนน
(9) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.95 คะแนน ลดลงจาก 4.04 คะแนน
(10) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.91 คะแนน ลดลงจาก 3.92 คะแนน
(11) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.85 คะแนน ลดลงจาก 3.89 คะแนน
(12) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.83 คะแนน ลดลงจาก 3.91 คะแนน
(12) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.83 คะแนน ลดลงจาก 4.01 คะแนน
(14) การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.78 คะแนน ลดลงจาก 3.98 คะแนน
(15) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.76 คะแนน ลดลงจาก 3.91 คะแนน
(16) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.71 คะแนน ลดลงจาก 3.92 คะแนน
(17) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.69 คะแนน ลดลงจาก 3.85 คะแนน
(18) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.55 คะแนน ลดลงจาก 3.91 คะแนน
(19) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.54 คะแนน ลดลงจาก 3.69 คะแนน
(20) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.49 คะแนน ลดลงจาก 3.76 คะแนน
(21) สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.46 คะแนน ลดลงจาก 3.57 คะแนน
(22) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.35 คะแนน ลดลงจาก 3.54 คะแนน
(23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.34 คะแนน ลดลงจาก 3.49 คะแนน
(24) ราคาสินค้า ได้ 3.23 คะแนน ลดลงจาก 3.54 คะแนน
(25) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.22 คะแนน ลดลงจาก 3.54 คะแนน
ภาพรวม ได้ 3.79 คะแนน ลดลงจาก 3.89 คะแนน
3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด
อันดับ 1 ร้อยละ 39.07 ระบุ อนุทิน ชาญวีรกูล
อันดับ 2 ร้อยละ 28.22 ระบุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
อันดับ 3 ร้อยละ 17.01 ระบุ ศุภจี สุธรรมพันธุ์
อันดับ 4 ร้อยละ 9.78 ระบุ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
อันดับ 5 ร้อยละ 5.92 ระบุ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
4. นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด
อันดับ 1 ร้อยละ 27.82 ระบุ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อันดับ 2 ร้อยละ 23.25 ระบุ รัชกชนก ศรีนอก
อันดับ 3 ร้อยละ 17.24 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
อันดับ 4 ร้อยละ 16.07 ระบุ รังสิมันต์ โรม
อันดับ 5 ร้อยละ 15.62 ระบุ ธรรมนัส พรหมเผ่า
5. สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล
อันดับ 1 ร้อยละ 49.82 ระบุ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 31.03 ระบุ ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน
อันดับ 3 ร้อยละ 19.15 ระบุ ตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้
6. สิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน
อันดับ 1 ร้อยละ 44.37 ระบุ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล
อันดับ 2 ร้อยละ 34.57 ระบุ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ
อันดับ 3 ร้อยละ 21.06 ระบุ เป็นปากเสียงให้ประชาชน
สรุปผลสำรวจ "ดัชนีการเมืองไทย เดือนเมษายน 2569) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน
สำหรับตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมา คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมา คือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และ สิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบแทน
วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น "บททดสอบ" ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ "ระยะห่างของความคาดหวัง" ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

