xs
xsm
sm
md
lg

โยนหินถามทาง Exit Fee รีดไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท หนุนตลาดไทยเที่ยวไทยได้จริงหรือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แนวคิด“การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) 1,000 บาท”จากกลุ่ม “ไทยเที่ยวนอก”เพื่อนำรายได้ซึ่งคาดว่ามูลค่านับหมื่นล้านบาทมาซัพพอร์ตกลุ่ม “ไทยเที่ยวไทย”ผ่านกองทุนเงินหมุนเวียนกระตุ้นคนไทยท่องเที่ยวในประเทศ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถูกตั้งคำถามตามมาดังอึงมี่ไปทั้งประเทศ

ที่สำคัญคือถูกตีความไปว่า ไม่ใช่แค่การทำปืนลั่น ไม่ใช่การโยนหินถามทาง หากแต่ลุกลามไปถึงการทำหน้าที่ของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ว่า มีความเข้าใจในเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งเป็นเจ้ากระทรวงหรือไม่ อีกต่างหาก

เสียงจากวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นหลังจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาพิจารณาบังคับใช้อีกครั้ง สาระสำคัญ คือ “การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) 1,000 บาทต่อครั้ง” สำหรับคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งมีการร่วมหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลัง

โดยแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออกเกิดจากรัฐบาลต้องการสร้าง “กองทุนหมุนเวียน” เพื่อกระตุ้นและอุดหนุนภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้สามารถวางแผนระยะยาวและเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน

อ้างอิงฐานข้อมูลระบุว่าคนไทยเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน คาดว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) อัตรา 1,000 บาท จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบการร่วมจ่าย หรือ Co-pay (เที่ยวคนละครึ่ง) จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี เพื่อสกัดกันไม่ให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

โดยข้อมูลอินไซต์ปี 2568 โดยการบินไทยร่วมกับ Mastercard และ YouTrip เผยว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนว่าคนไทยนิยมท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเน้นการเที่ยวอย่างฉลาดมากขึ้น เน้นจุดหมายในเอเชียแปซิฟิก คุ้มค่าคุ้มประสบการณ์

โดยประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ครองใจนักเดินทางชาวไทย แต่ที่น่าสนใจ คือ ประเทศจีนกำลังขึ้นแท่นเป็นฮอตเดสติเนชันอัตราการเติบโตสูงถึง 180% ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 โดยเมืองที่มาแรง อาทิ เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง, กวางโจว และเฉิงตู โดยส่วนหนึ่งมาจากมาตรการฟรีวีซ่าที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น และค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าญี่ปุ่นถึงสามเท่า อีกทั้ง แรงหนุนจากกระแสซีรีส์จีนย้อนยุคเป็น Soft Power ปลุกเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนไทยเที่ยวจีนมากขึ้น โดยเส้นทางที่น่าจับตา ได้แก่ โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา อัตราติบโตเกิน 100% แม้ต้องใช้วีซ่าแต่ขอได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง ซึ่งเหมาะกับนักเดินทางสายมูที่สนใจอารยธรรมเก่าแก่

ดังนั้น หากมีการพิจารณาจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) 1,000 บาท จะสร้างเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลสมทบโครงการส่งเสริมท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่กลุ่มไทยเที่ยวนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้

รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 โดยกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยตลาดไทยเที่ยวไทยโดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 16.28 ล้านคน/ครั้ง ขยายตัว 1.99% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, กาญจนบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 8.73 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 0.50% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

กล่าวสำหรับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 โดยประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540 อัตรา 500 บาท แต่มีการยกเลิกไป กระทั่งมีการนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในอัตรา 1,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.ก. มีการระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท

โดยหลักการของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) 1,000 บาท อยู่บนแนวคิดของจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work Permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ เช่นไม่จัดเก็บคนที่จะไปเรียนหรือคนไปทำงาน โดยจะเรียกเก็บเฉพาะคนไทย ไม่มีการเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในขาออก

“ถ้าคนไทยตั้งใจจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ การถูกเก็บเพิ่ม 1,000 บาท คงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ถ้าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ตรงนี้คนไทยน่าจะคิดหนักมากกว่า อีกทั้งการเก็บเงินส่วนนี้ มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนคือการนำเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วย” นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ระบุ

ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุมาตรการดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่การนำกลับมาใช้จำเป็นต้องพิจารณาในหลายมิติ โดยเฉพาะข้อกฎหมายว่าการดำเนินการสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบันอย่างรอบคอบ

โดยเฉพาะผลกระทบต่อประชาชนและพฤติกรรมการเดินทางที่อาจเปลี่ยนไป ตลอดจนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มนักเดินทางที่มีงบประมาณจำกัด ตลอจนผลกระทบต่อธุรกิจสายการบินและบริษัททัวร์ที่เน้นตลาดต่างประเทศ

ในประเด็นนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าประเด็นข้างต้นเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ โดยตามขั้นตอนการทำงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องนำเสนอรายละเอียดเรื่องนี้มาให้พิจารณาและหารือร่วมกันก่อน จากนั้นจึงจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาหาความชัดเจนต่อไปได้
สำหรับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวนั้น มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจยิ่งต่อแนวคิดของรัฐมนตรีสุรศักดิ์ โดย“นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้าถึงขนาดนำทีมเข้าพบนายสุรศักดิ์กันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ แอตต้านำเสนอมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.งบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ Character Flights 3,000 เที่ยวบิน 1,000 ล้านบาท

2. สนับสนุน ไทยเที่ยวไทย แบบ Co-Pay จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ไม่เกินรายละ 3,000 บาท วงเงิน 3,000 ล้านบาท

3.พิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางต่างประเทศ คนละ 1,000 บาทตาม พรบ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ปี 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง เพราะจะมีผลกระทบต่อฐานการเดินทางของคนไทย และมีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

ทั้ง 3 มาตรการนั้น ทางสมาคมฯ มองว่า ตลาดอินบาวด์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น และตลาดระยะไกลต้องหดตัว จำเป็นต้องใช้ตลาดระยะใกล้มาทดแทน เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำต่อจากปีที่แล้ว จะทำให ลดการหดตัวของตลาดทดแทนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่การทำ Co-Pay เป็นสนับสนุนคนไทยเดินทางในประเทศถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของภาคการท่องเที่ยว และการชะลอคนไทยไปต่างประเทศ จะช่วยสนับสนุนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้มีผลกระทบน้อยลง อีกทั้งยังเป็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มองการเดินทางในต่างประเทศเป็นการพัฒนาบุคลากรที่สำคัญในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุลสส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ไม่เห็นด้วย” ซึ่งสรุปสาระสำคัญก็คือ หากรัฐบาลต้องการจะหารายได้เพิ่มโดยการเก็บค่าธรรมเนียมจากการท่องเที่ยว รัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่ต้องเก็บเงินจากคนไทย แต่ควรมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากชาวต่างชาติ

จากข้อมูลที่ทางกระทรวงท่องเที่ยวฯ ศึกษาไว้ได้ประมาณการไว้ว่า หากมีการเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากผู้เดินทางชาวต่างชาติแค่เพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถเก็บเงินได้สูงถึง 7,500-9,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปีนั้นๆ

นอกจากนี้ ต้องปรับการใช้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่กว่า 70% หมดไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัด Events เป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องลดงบงานแบบผักชีโรยหน้าลง และนำไปเติมให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดหัวเมืองรองอื่นๆ ให้มากขึ้น

รวมถึงแทนที่จะหาเงินมาอุดหนุนให้คนไทยเที่ยว รัฐบาลควรลดต้นทุนที่ทำให้การเที่ยวในประเทศมีค่าใช้จ่ายมากกว่าด้วย เช่น การกำกับราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้ไม่แพงจนเกินไป การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ทั้งภายในจังหวัดและระหว่างเมือง เป็นต้น

เมื่อมีเสียงคัดค้านหนักและทำท่าจะลุกลามบานปลายออกไป นายสุรศักดิ์ก็ออกมาแต่ยืนยันว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และยังไม่มีการสรุปว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ ขณะนี้เป็นการฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะนำกลับไปพิจารณาหลักการ โดยจะพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดเก็บ, ราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสม, ระยะเวลาที่จัดเก็บควรจะเป็นช่วงไหน และบุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการยกเว้น ซึ่งกระทรวงการคลัง และรัฐบาลจะต้องเอาไปรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไป

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงวิจารณ์นโยบาย Exit Fee 1,000 บาท เพื่อนำเงินมาสบทบกองทุนกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใหม่อย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งเน้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง มุ่งเน้นรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

อาทิ มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ซึ่งเป็นการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติตามมติของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) ปี 2564 เพื่อนำเงินรายได้มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมทั้งซื้อประกันอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยว เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาล ในการเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย เป็นต้น

หรือการเร่งผลักดันนโยบายคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ทบทวนเรื่องมาตรการวีซ่ามาเป็นกลไกในการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหา และมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการท่องเที่ยว โดยเสนอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการตรวจลงตรา หรือฟรีวีซ่า 60 วัน (ประเภท ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ ดินแดน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2567 และกลับไปใช้ระเบียบเดิม เหลือเพียง 57 ประเทศ/ ดินแดน ที่จะได้รับสิทธิฟรีวีซ่าดังกล่าว แต่หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มรายชื่อประเทศ/ ดินแดนใหม่ จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

สุดท้ายชัดเจนว่าเป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียม “ไทยเที่ยวนอก” เพื่อซัพพอร์ต “ไทยเที่ยวไทย” แต่ทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นอย่างรอบ เพราะกระทบประชาชนคนไทยที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง แม้นโยบายจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศก็ตาม