สรุปวันแรกในศาล "อีลอน มัสก์" (Elon Musk) ให้การ 2 ชั่วโมง ในคดีที่อาจกำหนดอนาคตของ AI ระดับโลก โดยทั้งโอเพ่นเอไอ (OpenAI) ต้นสังกัดแชตจีพีที (ChatGPT) และทนายความของอีลอน มัสก์ ต่างเปิดแนวรบในศาลโอ๊คแลนด์เมื่อ 28 เมษายน 2026 พร้อมแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
อีลอน มัสก์ นั้นนั่งในคอกสอบพยาน ตอบคำถามทนายความของตัวเองนานเกือบ 2 ชั่วโมง ในคดีที่ได้ฟ้องร้อง OpenAI บริษัทที่มัสก์ร่วมก่อตั้งเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว โดยศาลแขวงเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กลายเป็นเวทีต่อสู้ระหว่างมัสก์และ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI ที่มีเรื่องเล่าคนละชุดกันชวนให้ชาวโลกงุนงง
ไม่ว่าเรื่องจริงคืออะไร บทสรุปข้อเรียกร้องของมัสก์คือการปลดอัลต์แมนและพวก โดยขอให้คืนทรัพย์สินหลายสิบล้านล้านบาท บนข้อกล่าวหาบิดเบือนพันธกิจองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อเอื้อประโยชน์ตนเอง ซึ่งตัวจุดชนวนในคดีคือดีลของไมโครซอฟท์ (Microsoft) มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ปี 2562
มูลค่า OpenAI ปัจจุบัน คือ 852,000 ล้านดอลลาร์ (มีนาคม 2569)
***หนังคนละม้วน?
ฝ่ายมัสก์เปิดฉากด้วยถ้อยคำตำใจ โดยทนายความ Steve Molo กล่าวในศาลว่า "จำเลยในคดีนี้ขโมยองค์กรการกุศลไป" พร้อมระบุว่ามัสก์ทุ่มเงินกว่า 38 ล้านดอลลาร์และเป็นคนคัดสรรบุคลากรสำคัญให้ OpenAI ตั้งแต่ต้น รวมถึง อิลยา ซัตสเกเวอร์ อดีต Google ที่มัสก์เรียกว่า "หนึ่งในสามนักวิจัย AI ที่ดีที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น"
"พวกเขาทำให้ตัวเองร่ำรวย ทำให้ตัวเองมีอำนาจมากขึ้น และละเมิดหลักการพื้นฐานที่องค์กรการกุศลนี้ก่อตั้งขึ้นมา" Steve Molo ทนายความของมัสก์ แถลงในศาล
เมื่อถึงคราวมัสก์ขึ้นให้การ มัสก์เล่าถึงที่มาของการลงทุนกับ OpenAI ว่าเกิดจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังบทสนทนากับ แลร์รี เพจ ผู้ก่อตั้ง Google ซึ่งมัสก์รู้สึกว่า Google ไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายอย่างเพียงพอ และยืนยันว่าหากรู้ว่า OpenAI จะกลายเป็นองค์กรแสวงหากำไร ก็จะไม่บริจาคเงินหรือเวลาให้แม้แต่น้อย
William Savitt ทนายความของ OpenAI โต้กลับทันทีว่าแก่นของคดีนี้ไม่ใช่เรื่องพันธกิจ แต่เป็นเรื่องอำนาจ โดยชี้ให้เห็นว่าในปี 2560 มัสก์เองต้องการเปลี่ยน OpenAI เป็นบริษัทแสวงหาผลกำไรโดยมีตัวเองเป็นผู้นำ แต่ผู้ก่อตั้งคนอื่นปฏิเสธ รวมถึงปฏิเสธข้อเสนอควบรวมกับ Tesla ด้วย
"เราทั้งหมดมาอยู่ที่ (ศาล) นี่เพราะมัสก์ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ และเพราะเขาเป็นคู่แข่ง เขาจึงจะทำทุกอย่างเพื่อโจมตี OpenAI" William Savitt ทนายความนำของ OpenAI แถลงในศาล
OpenAI ยืนยันว่ามัสก์รับรู้และเห็นชอบกับโครงสร้างแสวงหาผลกำไรมาตั้งแต่ปี 2560 และพันธกิจของบริษัทไม่เคยเปลี่ยน เพราะฝ่ายธุรกิจยังคงเป็นบริษัทย่อยภายใต้ OpenAI Foundation ที่ไม่แสวงหาผลกำไร พร้อมปิดท้ายด้วยถ้อยคำเจ็บแสบว่า "เราเสียใจที่มันมาถึงจุดนี้กับคนที่เราเคยชื่นชมอย่างลึกซึ้ง"
***ผ่าหัวใจของคดี
หัวใจของคดีนี้คือข้อกล่าวหาว่า OpenAI ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อพัฒนา AI ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ได้ถูกอัลต์แมนบิดเบือนพันธกิจดั้งเดิมนั้นออกไป โดยนำบริษัทเข้าสู่วงโคจรของการแสวงหากำไรอย่างเต็มตัว ผ่านดีลกับ Microsoft มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์
มัสก์จึงเรียกร้องให้ศาลบังคับให้ อัลต์แมน, Greg Brockman ประธาน OpenAI และ Microsoft คืนเงินที่เรียกว่า "ผลกำไรที่ได้มาโดยมิชอบ" มูลค่าหลายสิบล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ปลดอัลต์แมนออกจากคณะกรรมการ OpenAI ฝ่ายไม่แสวงหาผลกำไร และถอดทั้งอัลต์แมนและบร็อคแมนออกจากตำแหน่งผู้บริหารในฝ่ายธุรกิจด้วย
ก่อนหน้านี้ มัสก์ลงทุนเงินกว่า 38 ล้านดอลลาร์ใน OpenAI ช่วงแรกนาน 5 ปี ทนายความจึงระบุว่า "หากไม่มีอีลอน มัสก์ ก็ไม่มี OpenAI ในวันนี้"
มัสก์ขึ้นให้การถึงจุดเริ่มต้นของ OpenAI ว่าเกิดจากความกังวลที่มัสก์มีต่อ Google ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้นำด้าน AI ผ่าน DeepMind แต่มัสก์รู้สึกว่า Google ไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของ AI อย่างเพียงพอ โดยบอกว่า "เราไม่อยากให้เกิดผลลัพธ์แบบ Terminator"
Terminator ที่อีลอน มัสก์ พูดถึงคือภาพยนตร์ปี 2527 ที่หุ่นยนต์ AI พยายามทำลายมนุษยชาติ มัสก์กลัวสถานการณ์แบบ Terminator เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความกลัวหลักที่นักคิดด้าน AI หลายคนพูดถึง นั่นคือ "AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์แล้วตัดสินใจว่ามนุษย์เป็นภัยคุกคาม" โดยในหนัง Terminator ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หุ่นยนต์ชั่วร้าย แต่อยู่ที่ระบบ AI ชื่อ Skynet ที่ มีเป้าหมายของตัวเอง และสรุปว่ามนุษย์ขัดขวางเป้าหมายนั้น จึงพยายามกำจัดมนุษย์ทั้งหมด
มัสก์กังวลว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นจริงได้ใน 2-3 รูปแบบ คือ AI ที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ผิดพลาดตั้งแต่แรก แล้วพอฉลาดพอก็หาทางบรรลุเป้าหมายนั้นโดยไม่คำนึงถึงมนุษย์
ยังมี AI ที่ถูกบริษัทหรือคนกลุ่มเล็กๆ ควบคุมและนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และสุดท้ายคือ AI ที่พัฒนาเร็วเกินกว่ามนุษย์จะตรวจสอบหรือหยุดได้ทัน นี่คือเหตุผลที่เขาบอกว่าอยากให้ OpenAI เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและเปิดเผยเทคโนโลยี เพราะหาก AI ทรงพลังอยู่ในมือบริษัทที่มีแรงจูงใจเรื่องกำไร หรืออยู่ในมือคนคนเดียว ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเหมือน Terminator ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
มัสก์ยังเผยว่าเคยถูกพี่ชายบอกปรามให้หยุดพูดเรื่อง AI ในงานเลี้ยงสังสรรค์ "เพราะมันทำให้บรรยากาศหม่นหมอง" และยืนยันว่าเขาจะก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อพัฒนา AI อย่างปลอดภัย "ไม่ว่าจะมีแซม อัลต์แมนและเกร็ก บร็อคแมนหรือไม่ก็ตาม" แต่ตัดสินใจร่วมมือกับทั้งสองเพราะเห็นว่าความสนใจตรงกัน
แม้จะต้องการให้ AI เป็น “สาธารณสมบัติ” ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทเอกชนที่มุ่งกำไรสูงสุด แต่ในปี 2566 มัสก์ได้ก่อตั้ง xAI บริษัท AI ของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทในเครือของ SpaceX ฝั่ง OpenAI ที่มัสก์ลาออกจากบอร์ด OpenAI ในปี 2561 จนเกิดความขัดแย้งภายใน ต่อมา OpenAI ได้เปลี่ยนโครงสร้างองค์กร โดยสร้างบริษัทเพื่อกำไร (for-profit subsidiary) ที่ควบคุมโดย nonprofit แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยมี Microsoft ลงทุนมหาศาล (กว่า 13 พันล้านดอลลาร์) และ OpenAI กลายเป็นผู้นำด้านโมเดล AI เช่น ChatGPT
คดีนี้ มัสก์ยื่นฟ้องในปี 2566 โดยกล่าวหาว่า แซม อัลต์แมน และเกร็ก บร็อกแมน หลอกลวงเขาและผู้บริจาคอื่นๆ ว่า OpenAI จะคงสถานะ nonprofit ตลอดไป แต่กลับ “ขโมยองค์กรการกุศล” (stole a charity) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและนักลงทุน
สำหรับข้อเรียกร้องของมัสก์ ตัวเลขเรียกค่าเสียหายนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ตัวเลขแตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งข่าว) โดยเงินชดเชยจะไม่ตกเป็นของมัสก์ส่วนตัว แต่จะนำกลับไปยังกองทุน nonprofit ของ OpenAI
นอกจากเรียกร้องให้ OpenAI กลับไปสู่โครงสร้าง nonprofit แบบ 100% และขอให้ถอดถอน แซม อัลต์แมน และ เกร็ก บร็อกแมน ออกจากตำแหน่งบริหารและบอร์ด มัสก์ยังกล่าวหา Microsoft ว่าช่วยเหลือและสนับสนุนการละเมิดพันธกิจการกุศล ซึ่งมัสก์ได้ย้ำในโพสต์บน X ว่า การที่กฎหมายในสหรัฐฯ เปิดช่องให้ใครสามารถปล้นองค์กรการกุศลได้ ย่อมจะทำลายการบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมดในอเมริกาตลอดไป
***ก็เรามันโง่เอง?
การที่มัสก์เป็นพยานคนแรกและให้การอย่างยาวนาน มีช่วงเวลาที่ดุเดือด โดยเฉพาะการถูกทนายฝ่ายจำเลยซักถาม (cross-examination) ซึ่งเป็นที่มาของการที่มัสก์ยอมรับว่า “ผมโง่เองที่ให้เงินสนับสนุน OpenAI” เพราะสุดท้ายบริษัทกลับกลายเป็นเครื่องจักรทำเงิน
มัสก์ยังเตือนถึงความเสี่ยงของ AI ที่ “อาจฆ่าพวกเราได้ทั้งหมด” (could also kill us all) และย้ำว่าคดีนี้เกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ AI ตกอยู่ในมือของบริษัทที่มุ่งกำไรเพียงอย่างเดียว
มัสก์ยังปะทะกับทนายฝ่าย OpenAI โดยกล่าวหาว่าทนายพยายาม “หลอก” เขา และผู้พิพากษาต้องเข้ามาเตือนเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียของมัสก์ด้วย
หากมัสก์ชนะ คดีอาจบังคับให้ OpenAI ต้องยกเลิกโครงสร้างปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อการระดมทุน การทำ IPO ที่วางแผนไว้ และตำแหน่งของแซม อัลต์แมน นอกจากนี้ยังอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับองค์กรการกุศลในวงการเทคโนโลยี
แต่หาก OpenAI ชนะ จะเปิดทางให้บริษัท AI อื่นๆ เปลี่ยนโครงสร้างจาก nonprofit เป็น for-profit ได้ง่ายขึ้น โดยอ้างเหตุผลด้านการแข่งขันกับจีนและบริษัทใหญ่ๆ
คดีนี้คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3-4 สัปดาห์ (อาจสรุปผลภายในกลางเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีคณะลูกขุน 9 คนตัดสินข้อเท็จจริง และผู้พิพากษา Yvonne Gonzalez Rogers เป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย
ไม่ว่าจะผลออกมาอย่างไร คดีนี้ได้กลายเป็นเวทีแสดงถึงความขัดแย้งลึกๆ ในวงการ AI ระหว่าง “กำไรกับมนุษยธรรม” และ “การแข่งขันกับความปลอดภัย” อย่างชัดเจน ซึ่งมัสก์เคยสรุปว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของบริษัทเดียว แต่เป็นเรื่องอนาคตของเทคโนโลยีที่อาจกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ”.

