อุทาหรณ์เด็ก 7 ขวบสำลักลูกชิ้นจนเสียชีวิต แม้จะเอาลูกชิ้นออกมาได้แล้ว และเด็กยังคุยกับหมอได้ในตอนแรก แต่หลังจากนั้นร่างกายกลับพังแบบ "โดมิโน" เตือนเป็นภาวะ "ออกซิเจนตกย้อนหลัง" แม้ของจะหลุดแต่ร่างกายอาจเสียหายไปแล้ว พร้อมแนะวิธีช่วยชีวิตที่ถูกต้อง ย้ำผู้ปกครองห้ามล้วงคอเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ยิ่งดันอาหารให้ลึกลงไปกว่าเดิม
เมื่อวันที่ 30 เม.ย. เพจ "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ได้ออกมาโพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับการสำลักอาหาร กรณีเด็ก 7 ขวบ ลูกชิ้นติดคอ เอาออกมาได้แล้ว ทำไมยังเสียชีวิต? โดยระบุว่า "จากข่าวเด็ก 7 ขวบ กินก๋วยเตี๋ยวแล้ว “ลูกชิ้นติดคอ” คุณยายเล่าว่าไม่รู้วิธีช่วย จนเด็กเริ่มตัวเขียวสุดท้ายจึงเอามือล้วงลูกชิ้นออกมาได้ หลังจากนั้นพาไปโรงพยาบาลตอนแรกเด็กยังคุยสื่อสารกับหมอได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้นเด็กเริ่มหายใจไม่สะดวกออกซิเจนตกลงไปเหลือประมาณ 60–70%
ต่อมาถูกส่งตัวไปรักษาต่อมีภาวะไตวาย ต้องฟอกไต และสุดท้ายก็เสียชีวิต ก่อนอื่นเลย ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องด้วยนะครับ เด็ก 7 ขวบเสียชีวิตจากเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีครอบครัวไหนทำใจได้แน่นอน โพสต์นี้ผมไม่ได้เขียนเพื่อโทษใคร แต่จะเขียนเพื่ออธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า…ทำไมลูกชิ้นถูกเอาออกมาแล้ว เด็กยังเสียชีวิตได้? ทำไมเด็กถึงถึงห้องฉุกเฉินแล้ว กลับหายใจไม่ออกอีก?
ทำไมเด็กถึงไตวาย? และทำไมเด็กถึงเสียชีวิตหลังเกิดเหตุไปแล้วหลายวัน
1. ลูกชิ้นติดคอจนตัวเขียว แปลว่า “ทางเดินหายใจถูกอุดตันรุนแรงมาก” เวลามีอาหารติดคอไม่ได้แปลว่าทุกคนจะอันตรายเท่ากัน ถ้าเด็กยังไอแรงได้ ยังร้องได้ ยังหายใจได้ แปลว่ายังมีลมผ่านอยู่บ้าง อันนี้ยังไม่น่ากลัวมากนัก แต่ถ้าเด็กเริ่ม
• ไอไม่ออก
• พูดไม่ได้
• หายใจไม่ได้
• หน้าเขียว ปากเขียว ตัวเขียว
นี่คือสัญญาณอันตรายมาก เพราะแปลว่าอาหาร เข้าไปอุดทางเดินหายใจแบบ"ทั้งหมด"แล้ว พูดง่ายๆ คือ ลมเข้าไม่ได้ออกซิเจนเข้าไม่ได้
และถ้าปล่อยไว้เพียงไม่กี่นาที สมอง ปอด หัวใจ ไต ตับ จะเริ่มขาดออกซิเจนตามกันไปหมด
2. เอาลูกชิ้นออกมาได้แล้ว…ทำไมยังอันตราย? ในเคสนี้ถือว่าโชคดีระดับหนึ่ง ที่คุณยายสามารถเอาลูกชิ้นออกมาได้ และสิ่งที่ยืนยันได้คือ
เด็กยังสามารถ “พูดคุยสื่อสารกับหมอได้” ตอนถึงห้องฉุกเฉิน แปลว่า ลูกชิ้น “หลุดออกจากทางเดินหายใจแล้ว” แต่มีจุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ…
ก่อนลูกชิ้นจะหลุด เด็กตัวเขียวไปช่วงหนึ่ง ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเพราะการที่เด็กตัวเขียวหมายถึงร่างกายขาดออกซิเจนไปแล้วและยิ่งขาดออกซิเจนนาน อวัยวะต่างๆ จะยิ่งเสียหายมากขึ้น แม้สุดท้ายจะเอาลูกชิ้นออกได้แต่ความเสียหายบางอย่าง อาจเกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่ช่วงนั้น
3. ทำไมถึงยังหายใจแย่และออกซิเจนตก?
หลังจากมาถึงห้องฉุกเฉินทั้งๆ ที่เด็กยังคุยได้ แต่ค่าออกซิเจนกลับลดลงเหลือประมาณ 60–70% สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่า “ปัญหาไม่ได้จบแค่เอาลูกชิ้นออก” สาเหตุที่เป็นไปได้ มี 2 อย่างหลักๆ
1. อาจมีเศษลูกชิ้นหลงเหลืออยู่ ลูกชิ้นบางส่วนอาจหลุดลงไปอุดอยู่ในหลอดลม หรือปอดส่วนล่างทำให้
• ปอดบางส่วนรับลมไม่ได้
• เกิดภาวะปอดแฟบ
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์ต้องพิจารณา “ส่องกล้อง” เพื่อดูว่ามีอะไรอุดตันค้างอยู่หรือไม่
2. ปอดเสียหายจากการขาดออกซิเจน ช่วงที่เด็กขาดออกซิเจนไม่ได้มีแค่สมองหรือหัวใจที่ได้รับผลกระทบแต่ “ปอดและถุงลม” ก็เสียหายได้เช่นกันผลที่เกิดขึ้นคือ
• ถุงลมแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ไม่ดี
• ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่
แม้สิ่งอุดตันจะออกไปแล้ว ร่างกายก็ยัง “รับออกซิเจนได้ไม่พอ” อยู่ดี
4. ทำไมถึงเกิดไตวาย?
หลายคนงงว่า“ลูกชิ้นติดคอเกี่ยวอะไรกับไต?” เกี่ยวมากครับเพราะตอนที่เด็กขาดออกซิเจนเลือดที่วิ่งไปเลี้ยงอวัยวะทั้งร่างกาย มีออกซิเจนน้อยลงทั้งหมด ไตเป็นอวัยวะที่เปราะบางต้องการเลือดและออกซิเจนตลอดเวลาถ้าเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอหรือเลือดมีออกซิเจนต่ำอยู่นาน
เซลล์ไตจะบาดเจ็บและอาจหยุดทำงานได้พอไตทำงานไม่ได้ ของเสียและน้ำส่วนเกินในร่างกายก็ขับออกไม่ได้ บางรายจึงต้อง “ฟอกไต”
เพื่อช่วยพยุงร่างกายระหว่างรอให้ไตฟื้น
5. ทำไมไม่ได้เสียชีวิตทันที
แต่เสียชีวิตหลังเกิดเหตุ 2–3 วัน? นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง บางครั้งไม่ได้ทำให้เสียชีวิตทันทีในนาทีแรก
แต่เป็นเหมือน “โดมิโน” ช่วงแรก สิ่งอุดตันถูกเอาออกเด็กอาจกลับมาหายใจได้ ยังคุยได้แต่หลังจากนั้น อวัยวะที่เคยขาดออกซิเจนเริ่มแสดงอาการ ปอดเริ่มแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ดี
ออกซิเจนตก
ไตเริ่มวาย
ของเสียคั่ง
ตับอาจทำงานแย่ลง
ระบบต่างๆ ในร่างกายเริ่มรวนไปพร้อมกัน สุดท้ายจึงเสียชีวิตในอีกหลายวันต่อมาได้ ดังนั้นในเหตุการณ์แบบนี้การที่เด็กเสียชีวิตภายหลัง
ไม่ได้แปลว่า “ตอนแรกไม่เป็นอะไร” แต่อาจเป็นผลต่อเนื่องจากช่วงเวลาที่ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงตั้งแต่แรก
6. แล้วเราจะป้องกันยังไง?
เรื่องนี้สำคัญมาก อาหารที่เสี่ยงติดคอมักมีลักษณะ กลม ลื่นเคี้ยวยาก ขนาดพอดีกับหลอดลมเด็ก เช่น
• ลูกชิ้น
• องุ่นทั้งลูก
• ไส้กรอกหั่นแว่น
• เยลลี่
• ลูกอม
วิธีลดความเสี่ยงคือหั่นอาหารให้เล็กลง ผ่าตามยาว อย่าให้เป็นก้อนกลมๆ ลื่นๆให้เด็กนั่งกินดีๆ ไม่วิ่งเล่นระหว่างกิน ไม่หัวเราะ เล่น หรือตะโกนตอนมีอาหารอยู่ในปากและที่สำคัญมากคือ ผู้ใหญ่ในบ้านควรรู้วิธีปฐมพยาบาลเด็กสำลัก
7. ถ้าเด็กสำลักติดคอ ต้องช่วยยังไง?
ถ้าเด็กยังไอได้ ยังมีเสียง ให้เด็กไอต่อ อย่าเพิ่งไปตบหลัง อย่าเอามือล้วงคอ แต่ถ้าเด็ก
• ไอไม่ออก
• พูดไม่ได้
• หายใจไม่ได้
• หน้าเขียว ปากเขียว
• เอามือกุมคอ
นี่คือภาวะฉุกเฉิน! ในเด็กโตแบบเคสนี้ให้ยืนด้านหลังเด็กให้เด็กโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยจากนั้น ตบหลัง 5 ครั้ง (5 Back blow)
สลับกับ กระทุ้งท้องบริเวณเหนือสะดือ ใต้ลิ้นปี่ 5 ครั้ง (5 Abdominal thrust)ทำซ้ำจนกว่าสิ่งอุดตันจะหลุดหรือจนกว่าทีมฉุกเฉินจะมาถึง
และให้รีบโทร 1669 ทันทีสิ่งสำคัญคืออย่าล้วงคอแบบสุ่มๆ ถ้ามองไม่เห็นของ เพราะอาจยิ่งดันอาหารให้ลึกลงไปกว่าเดิมได้
8. อย่าให้อุปกรณ์ช่วยสำลักมาก่อน “สองมือ”
หลังมีข่าวเด็กสำลักมักจะมีการโฆษณาอุปกรณ์ช่วยสำลักออกมาเยอะมากสิ่งที่อยากย้ำคืออุปกรณ์ไม่ใช่สิ่งแรกที่ควรนึกถึงสิ่งแรกที่ต้องทำคือ
ใช้สองมือช่วยให้ถูกวิธีเพราะสองมืออยู่กับเราตลอดเวลาไม่ต้องวิ่งไปหาและคือวิธีที่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยชีวิตได้จริงในวินาทีที่เด็กหายใจไม่ได้ทุกวินาทีมีค่ามากถ้าช่วยด้วยมืออย่างถูกวิธีแล้วยังไม่ได้ผลและมีอุปกรณ์อยู่ใกล้ตัวจะใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายก็พอได้ แต่อย่าให้ความหวังกับอุปกรณ์จนลืมฝึกสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “วิธีช่วยชีวิตด้วยมือของเราเอง”"

