สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศวันอังคาร (28 เม.ย.) ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) รวมทั้งกลุ่มโอเปก+ ซึ่งหมายถึงการรวมตัวกันของบรรดาชาติโอเปกกับบรรดาชาติผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก เช่น รัสเซีย, กาตาร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยูเออียืนยันว่าไม่ได้ขัดแย้งกับพวกประเทศสมาชิกรายอื่นๆ แต่ต้องการส่งเสริมวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ รวมทั้งปรับตัวรับโครงสร้างพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง ด้านนักวิเคราะห์พากันคาดการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวคราวนี้จะลิดรอนอำนาจของโอเปกในการควบคุมซัปพลายและราคาน้ำมันในตลาดโลก
การตัดสินใจคราวนี้ที่ทำให้ ยูเออี สามารถผลิตและขายน้ำมันได้มากเท่าที่ต้องการ ถูกคาดเดามาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูเออีมักคัดค้านการจัดสรรโควตาการผลิตของ โอเปก โดยมองว่า ปริมาณที่ตนเองได้รับจัดสรรนั้นต่ำเกินไป ทั้งนี้ในปัจจุบัน ยูเออี เป็นชาติผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ในโอเปก
ด้าน แคปิตอล อิโคโนมิกส์ วิเคราะห์ว่า การทุ่มทุนมหาศาลในการขยายศักยภาพการผลิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมากระตุ้นให้ยูเออีต้องการผลิตน้ำมันเพิ่ม ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโอเปกด้วยกันหย่อนยานลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจากที่กาตาร์ถอนตัวออกไปในปี 2019
นอกจากนั้น การเมืองในตะวันออกกลางก็ส่งผลกระทบอยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกัน โดยที่ ยูเออี กับ ซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโอเปกนั้น มีความห่างเหินเย็นชากันมากขึ้นจากประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค ถึงมาช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองชาติต่างเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างรุนแรงจากอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกโอเปกเช่นเดียวกัน ในระหว่างสงครามที่ปะทุขึ้นหลังจากอเมริกาและอิสราเอลรุมโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
นักวิเคราะห์มองว่า การถอนตัวของยูเออีไม่มีแนวโน้มส่งผลทันทีเฉพาะหน้าต่อตลาด เนื่องจากซัปพลายน้ำมันโลกเวลานี้ลดต่ำลงมากอยู่แล้วจากสงครามในอิหร่าน โดยเมื่อวันอังคาร (28) ที่ยูเออีประกาศการตัดสินใจถอนตัวจากโอเปกคราวนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เทรดอยู่เหนือระดับ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาช่วงก่อนสงครามเกิน 50%
สำหรับ กลุ่มโอเปกนั้น แม้เวลานี้ยังคงมียอดรวมผลผลิตน้ำมันเท่ากับ 40% ของทั่วโลก แต่ช่วงหลายปีมานี้อำนาจทางการตลาดของโอเปกกลับถดถอยลงเรื่อยๆ ขณะที่อเมริกาเร่งปั๊มน้ำมันออกมาขายมากขึ้น ตัวอย่างเช่นช่วงก่อนสงคราม ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน (บีพีดี) แต่อเมริกาผลิตได้กว่า 13 ล้านบีพีดี
ในส่วนยูเออีที่เข้าเป็นสมาชิกโอเปกผ่านทางอาบูดาบีในปี 1967 นั้น ผลิตน้ำมันราว 3.4 ล้านบาร์เรลก่อนที่อเมริกาและอิสราเอลจะก่อสงครามกับอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ยูเออีมีศักยภาพการผลิตราว 5 ล้านบีพีดี
ยูเออีระบุว่า การตัดสินใจนี้สะท้อนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ และโครงสร้างด้านพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ และสำทับว่า ยูเออีจะเพิ่มซัปพลายน้ำมันในตลาดอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไปโดยอิงกับดีมานด์และเงื่อนไขในตลาด
ฆอร์เฆ ลีออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของรีสตัด อิเนอร์จี ชี้ว่า การถอนตัวของยูเออีทำให้โอเปกสูญเสียสมาชิกที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตอย่างรวดเร็วที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชาติ ส่งผลให้ปรับเทียบซัปพลายและรักษาเสถียรภาพราคาได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียและยูเออีแข่งขันกันมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณทะเลแดง แม้ในปี 2015 ทั้งสองชาติร่วมกันรบกับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แต่แนวร่วมดังกล่าวกลับกลายเป็นความขัดแย้งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ริยาดทิ้งระเบิดถล่มขบวนส่งอาวุธที่มีเป้าหมายที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมนที่ยูเออีให้การสนับสนุน
แคเรน ยัง นักวิชาการอาวุโสของศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในอเมริกา ชี้ว่า การถอนตัวจากโอเปกสอดคล้องกับความต้องการของยูเออีในการสร้างความยืดหยุ่นกับประเทศผู้ใช้พลังงานอื่นๆ ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ในอนาคตกับจีน และการแข่งขันเข้มข้นขึ้นกับซาอุดีอาระเบีย
แม้ริยาดและโอเปกไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของยูเออีในทันที ทว่า ซูฮาอิล อัล-มาซรูอี รัฐมนตรีพลังงานยูเออี ยืนยันว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียแต่อย่างใด
กระนั้น ยูเออีกลับส่งรัฐมนตรีต่างประเทศแทนที่จะเป็นผู้ปกครองสูงสุดไปร่วมประชุมผู้นำชาติอาหรับที่จัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่นครเจดดาห์ ของซาอุดีอาระเบีย และมีมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซาลมานเป็นเจ้าภาพ
(ที่มา: เอพี)

