ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบวาระแห่งชาติด้านพลังงาน ประกาศปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนใหม่ โดยกำหนดอัตราการใช้ไฟฟ้า 1-200 หน่วยแรก ที่ราคาไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย เริ่มบังคับใช้ในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนได้กว่า 20 ล้านครัวเรือน พร้อมกันนี้ ยังได้คลอดมาตรการส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สำหรับกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูง โดยมอบสิทธิประโยชน์ครบวงจร ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การรับซื้อไฟคืน และสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน
วันนี้ (28 เม.ย.) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เร่งดำเนินการตามมติโดยด่วน
สอดคล้องกับที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างก่อนหน้านี้ โดยแบ่งอัตราการเรียกเก็บตามขั้นบันได
ใช้ไฟ 1 - 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย (เริ่มรอบบิล มิ.ย. นี้ คาดการณ์ผู้ได้รับประโยชน์ราว 20 ล้านครัวเรือน)
ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย อัตรา 3.95 บาท/หน่วย
ใช้ไฟ 401 หน่วยขึ้นไป อัตรา 5.00 บาท/หน่วย
สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยขึ้นไป รัฐบาลได้ออกมาตรการส่งเสริมและจูงใจให้หันมาติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยมีสิทธิประโยชน์สนับสนุน
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีแหล่งเงินทุนก้อนให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งยอดผ่อนชำระจะถูกกว่าค่าไฟที่ต้องจ่ายรายเดือน
รับซื้อไฟคืน หากผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าการใช้งาน สามารถขายคืนเข้าระบบของรัฐได้
ลดหย่อนภาษี ในกรณีที่ไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการขายไฟคืน รัฐอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
นอกจากมาตรการจูงใจภาคประชาชนแล้ว รัฐบาลยังได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งเร่งดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอาคารราชการ เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและลดภาระงบประมาณแผ่นดินอีกด้วย

