สว.อิสระสุดทน! ผนึกกำลัง สส. ล่าชื่อเช็กบิล ป.ป.ช. ยกชุด หลังแฉพิรุธฉาวตั้งรองเลขาฯ ข้ามอาวุโสพ่วงคดีดังอื้อฉาว จี้ประธานรัฐสภาเร่งดำเนินการอย่าดึงเกม หวั่นอำนาจมืดแทรกแซง
-27เมย.69- นางนันทนา นันทวโรภาส เเกนนำสว. อิสระ เเถลงข่าวกรณี"บทบาทของ สำนักงานป.ป.ช. ที่ประชาชนได้รับทราบในช่วงเวลานี้ส่งผลให้เกิดข้อกังขามากมายในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช."
นางนันทนากล่าวว่า ขอย้อนรอยคดีสำคัญหลายกรณีที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความประหลาดใจและข้อกังขาให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยนางนันทนาได้ยกตัวอย่างคดีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน เช่น
1.กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ที่ ป.ป.ช. มีความเห็นว่า "เป็นเช่นนั้นจริง" และไม่มีความผิด
2.คดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม ที่ "หมดอายุความ" อย่างน่ากังขา
3.คดีสินบนสวนปาล์มอินโดนีเซีย ที่ลงเอยด้วยการตัดสินว่า "ไม่มีความผิด"
4.กรณีพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุวิมล ยื่นบัญชีทรัพย์สินที่เป็นบ้านที่กรุงลอนดอน มูลค่า 103 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ "เชื่อ" โดยง่าย
5.กรณีพลเอกปรีชา จันทร์โอชา: ให้บุตรชายตั้งบริษัทในค่ายทหารและผ่านงานราชการ ซึ่ง "10 ปีแล้ว ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหน"
6.คดีอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก แต่แจ้งว่าเป็นของปลอม ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ "เชื่อ"
7.กรณี ป.ป.ช. 3 คน พัวพันสินบนทองคำ 246 ล้านบาท: ที่ "ไม่ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว"
8.และคดีล่าสุดที่จุดชนวนความไม่พอใจอย่างรุนแรงคือ คดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ: ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. กลับมีความเห็นว่า "เจตนาดีไม่มีความผิด"
นางนันทนากล่าวต่อว่านอกจากนี้ ยังรวมถึงคดีเก่าอย่าง เครื่องตรวจระเบิด GT 200, อุทยานราชภักดิ์, และเรือเหาะตรวจการณ์ที่ภาคใต้ ที่ยังคงค้างคาในความรู้สึกของประชาชน
"นี่คือตัวอย่างของผลงาน ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยตกต่ำลงทุกปี โดยล่าสุดประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่า เราจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้" นางนันทนากล่าว
นางนันทนากล่าวว่า ขอเทียบกับคดี 44 สส. เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วอย่างตรงกันข้าม
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่ม สว. อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อสนับสนุนคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้ต้องมี ส.ส. และ ส.ว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อนำส่งไปยังประธานศาลฎีกา และตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน
“มันคือช่องทางเล็ก ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระองค์กรเดียวที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการตรวจสอบ" นางนันทนากล่าวและและหวังว่าประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเรื่องนี้ไว้ แต่จะใช้ดุลยพินิจส่งคำร้องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนต่อประชาชน
"หากพวกเราช่วยกันทำให้กลไกการตรวจสอบถูกดึงเกิดขึ้นจริงเราก็เชื่อว่าในปีหน้าดัชนีการทุจริตหรือซีพีไอของประเทศไทยเราก็น่าจะยกระดับขึ้นมาแล้ว" ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างประเทศ” แกนนำสว.อิสระกล่าว
ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อิสระ ได้กล่าวเสริมถึงการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาในการเข้าชื่อ 1 ใน 5 ว่า "เป็นสิทธิอันชอบธรรม" และประธานรัฐสภาคืิอ นายโสภณ ซารัมย์ "ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบ"
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวเตือนนายโสภณอย่างจริงจังว่า "อย่าไปดึงเวลา" หรือ "ไปตรวจสอบลายเซ็นตรวจแล้วตรวจอีก" เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนทำให้รายชื่อไม่ครบและถูกล็อบบี้ให้ตกไป
เเกนนำสว.อิสระกล่าวว่า "ถ้าไม่มีการดำเนินการ หรือดึงเชงไว้หรือใช้วิธีอื่น ๆ เช่นการตรวจสอบลายเซ็นบ้างหรือถ่วงเวลาด้วยแท็กติกต่าง ๆ สิ่งนี้จะเปิดทางเกิดการแทรกแซงของวงจรอุบาทว์”
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่า ส่วน "อำนาจมืด" ที่พยายามแทรกแซงกระบวนการนี้ โดยเรียกร้องว่าอย่าไปฟังพวกอำนาจมืดต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจผ่านสีน้ำเงิน คอนเน็กชัน หรือ บุรีรัมย์ คอนเน็กชันจะใช้ท่านเป็นเครื่องมือที่จะทำให้กระบวนการตรวจสอบครั้งนี้ตกไป
เเกนนำสว.อิสระยังเปิดข้อมูลเชิงลึกถึงปัญหาภายใน ป.ป.ช. ว่า “สิ่งที่ไม่ชอบมาพากลมาก อยู่ในการบริหารบุคคลของ ป.ป.ช. มีการแต่งตั้งรองเลขาธิการขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ปรากฏว่าไปแต่งตั้งผู้ช่วยเลขาฯ ลำดับท้าย ๆ มาเป็นรองเลขาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯ ที่อาวุโสต่างก็หงายท้องเป็นแถบ ๆ ทำให้ระบบธรรมาภิบาลของ ป.ป.ช. หายไปและกระทบอย่างรุนแรง" ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงคดี "อย่างย่ามใจ" จึงขอเตือน "บุคคลในเงามืด อย่าได้ไปแทรกแซงองค์กรอิสระแบบที่กระทำมา"
นพ.เปรมศักดิ์ยังได้เรียกร้องให้นายโสภณ ดำเนินการส่งคำร้องไปยังประธานศาลฎีกาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะตรวจสอบรายชื่อกี่ครั้งก็ตาม เพราะนี่คือ "ทางออกเดียวที่ยังมีอยู่ในขณะนี้" และเตือนว่าหากประธานรัฐสภาไม่ดำเนินการ สว.อิสระก็จะไม่ยอมหยุด และจะดำเนินการตรวจสอบประธานรัฐสภาต่อไป พร้อมวิจารณ์ว่าการทำงานขณะนี้ "มันไร้มาตรฐาน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการแถลงข่าว นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ได้มายื่นหนังสือกับกลุ่ม สว.อิสระและได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตน "รับไม่ได้" กับมติและเหตุผลของ ป.ป.ช. ในกรณีของนายศักดิ์สยาม โดยมองว่ามติดังกล่าวทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ และหลักการรัฐธรรมนูญ
"มันคือการฉีกรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไปด้วยมติของ ป.ป.ช. เอง" นายภัทรพงศ์กล่าวเเละว่า ขอตั้งคำถามว่าผู้ประกอบวิชาชีพนักกฎหมายและนักศึกษาคณะนิติศาสตร์จะสอนเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ขอประกาศสนับสนุนการเดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 โดยขอให้ สว. และ สส. รวม 140 คน ร่วมลงชื่อ และเชื่อว่า ครั้งนี้น่าจะไม่ได้มีปัญหา เพราะมีส่วนของ สส. เข้ามาด้วย
“แต่หากไม่สามารถรวบรวมรายชื่อได้ ภาคประชาชนคงจะมีการเดินออกมาเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 คน ยื่นเรื่องต่อไป โดยหวังว่าประธานรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ จะเป็นของจริงในครั้งนี้" นายภัทรพงศ์กล่าว
นางนันทนา กล่าวสรุปว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้า ดังนั้น พรรคประชาชนได้ยื่นเพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของการใช้ดุลยดุลยพินิจของประธานรัฐสภาแล้ว" และเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเร่งบรรจุวาระและเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานี้โดยเร็ว เพื่อเปิดช่องทางแม้จะเล็กน้อย ให้เกิดการตรวจสอบองค์กรอิสระในภาวะวิกฤตนี้ และไม่ควรปิดช่องทางตรวจสอบองค์กรอิสระทั้งหมด

