ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส หลังทำผิดกฎหมายเสียเอง กรณีมีมติยกข้อกล่าวหาศักดิ์สยาม แต่กลับแถลงชี้แจงต่อประชาชนล่าช้าหลายเดือน
เวลานี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหลายประการ ภายหลังการมีมติยกคำร้องข้อกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคดีการปกปิดทรัพย์สินและหนี้สิน สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงการขาดเจตนาในการกระทำผิดกฎหมายของนายศักดิ์สยาม
โดยความผิดที่สำคัญที่จะนำไปสู่ตรวจสอบของป.ป.ช.ในครั้งนี้ คือ การปฏิบัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 58 ที่กำหนดให้ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็วซึ่งต้องไม่ช้ากว่า15 วันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ และให้เปิดเผยเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เว้นแต่เป็นกรณีการดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 88 ที่ว่าด้วยการดำเนินการกรณีฝ่าฝืนมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องการมีส่วนได้เสียในการใช้จ่ายงบประมาณ
ทั้งนี้ ตามเอกสารแถลงข่าวของป.ป.ช.ได้ปรากฎข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ แต่ป.ป.ช.กลับทำเอกสารเพื่ออธิบายถึงมติดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เท่ากับว่าปล่อยให้เรื่องผ่านมานานหลายเดือนถึงจะมาแถลงชี้แจง
ในประเด็นนี้ ป.ป.ช.ต้องไม่ลืมว่ากฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการสร้างระบบการตรวจสอบการทุจริตและสร้างความโปร่งใส แต่เมื่อป.ป.ช.กลับทำผิดกฎหมายเสียเอง จึงเป็นเรื่องที่ควรจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการเพื่อให้วางบรรทัดฐานที่ถูกต้องต่อไป

