xs
xsm
sm
md
lg

เดือด! “เบิร์ด วันว่างๆ” ใช้ยาแนวผสมน้ำเล่นสงกรานต์ ก่อนตอกกลับชาวเน็ต 'คือแป้งมัน' พร้อมกินโชว์อ้างเป็นคอนเทนต์ (ชมคลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ดรามาร้อนฉ่ากลางโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ดัง “เบิร์ด วันว่างๆ” โพสต์คลิปเล่นสงกรานต์สุดช็อก ใช้ถุงกาวยาแนวผสมน้ำสาดใส่คนอื่นจนชาวเน็ตวิจารณ์ยับ หวั่นอันตรายจากสารเคมี เจ้าตัวรีบโต้เป็นแค่ “แป้งมัน” พร้อมดื่มโชว์ยืนยัน แต่กระแสยังไม่จบ หลายเสียงตั้งคำถามแรงถึงความรับผิดชอบของคอนเทนต์ที่อาจพาเลียนแบบเสี่ยงอันตราย

วันนี้ (26 เม.ย.) กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียลทันที เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สายฮาที่มีผู้ติดตามจำนวนมากอย่าง “เบิร์ด วันว่างๆ” ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่พระประแดง แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตถึงกับนั่งไม่ติด คือการที่เจ้าตัวถือถุง “กาวยาแนวตราจระเข้” ผสมน้ำใส่ถังเพื่อนำไปป้ายหน้าและสาดเล่นกับผู้อื่น

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป เพจข่าวชื่อดังและชาวเน็ตจำนวนมากได้เข้ามาคอมเมนต์ตำหนิอย่างรุนแรง เนื่องจากกาวยาแนวเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีส่วนประกอบของสารเคมีและปูนซีเมนต์ ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นอันตรายต่อผิวหนัง โดยเฉพาะหากเข้าตาหรือปาก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงหรืออันตรายถึงขั้นตาบอดได้

"เหมือนเดิมคือเก่า... ไหว้สวย รวยกระเช้า เจ้าของน้ำตา" หนึ่งในคอมเมนต์จากชาวเน็ตที่คาดการณ์ถึงบทสรุปหลังเกิดดรามา

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าแทนที่จะออกมาขอโทษในทันที เบิร์ด วันว่างๆ กลับเลือกตอบโต้กระแสสังคมด้วยการอัดคลิปวิดีโอใหม่ โดยระบุว่าสิ่งที่เขาใช้ในคลิปสงกรานต์นั้นจริงๆ แล้วคือ “แป้งมัน” ที่นำมาใส่ในถุงกาวยาแนวเพื่อทำเป็นคอนเทนต์เท่านั้น

เพื่อเป็นการยืนยัน เจ้าตัวได้ทำการผสมผงสีขาวจากถุงดังกล่าวลงในแก้วน้ำแล้ว “ดื่มโชว์” ต่อหน้ากล้อง พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคสุดแซ่บว่า "ผมมีวุฒิภาวะพอ มันคือคอนเทนต์ครับ "เข้าใจว่าพวกนักข่าวมาเอาแสงจากผม ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วกัน"

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเสียงแตก ชี้คอนเทนต์สร้างสรรค์หรือพฤติกรรมเลียนแบบที่อันตราย แม้เจ้าตัวจะพยายามอธิบายว่าเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อความบันเทิง แต่สังคมส่วนใหญ่ยังมองว่าการทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้อันตรายเกินไป เพราะเด็กหรือเยาวชนที่ติดตามอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบโดยนำกาวยาแนวของจริงมาใช้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อร่างกายของผู้อื่นอย่างมหาศาลแม้จะเป็นเพียงการใช้แป้งมันตามคำกล่าวอ้าง แต่กระแสสังคมยังคงตั้งคำถามถึง "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในการผลิตเนื้อหาที่ไม่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสาธารณะ

คลิกชมคลิปวิดีโอ