xs
xsm
sm
md
lg

บักกิงแฮมเผย “คิงชาร์ลส” รับสั่งตื่นเต้นทริปสเด็จเยือน US เป็นทางการวันจันทร์ บททดสอบท้าทายสุดตั้งแต่ครองราชย์ รับมือ “ทรัมป์” เตรียมถกประเด็นหนัก “นาโต-สงครามอิหร่าน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – แหล่งข่าววังบักกิงแฮมเปิดเผยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษทรงรู้สึกตื่นเต้นต่อกำหนดการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการสัปดาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันจันทร์(27 เม.ย) หลังสื่อแดนผู้ดีต่างชี้ เชื่อเป็นบททดสอบหนักมากที่สุดตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ ผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้เชื่อการเสด็จเยือนรอบนี้จะสามารถช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง US-UK ได้อย่างแน่นอนเตรียมหัวข้อมากมายในการหารือตั้งแต่ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นาโต ไปจนถึงสงครามอิหร่าน

เดอะมิเรอร์ของอังกฤษรายงานวานนี้(25 เม.ย)ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและพระราชินีคามิลลาจะเสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี ที่ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินสหรัฐฯอย่างเป็นทางการในโอกาสเฉลิมฉลองสหรัฐอเมริกาประกาศเอกราชย์ครบรอบ 250 ปีที่บังเอิญตรงกับปีนี้

เป็นการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์(27)เป็นเวลา 4 วันก่อนซึ่งจะเป็ยอีกครั้งที่ที่พระเจ้าชาร์ลส์จะทรงพบกับผู้นำสหรัฐฯที่ทำเนียบขาวและจะมีหารือเป็นการส่วนตัวระหว่างกัน

เดอะมิเรอร์และสื่ออื่นๆของอังกฤษต่างชี้ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯครั้งนี้เป็นเสมือนบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ขึ้นครองราชย์

บีบีซีของอังกฤษวันเสาร์(25)ได้ชี้ไปถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งสำคัญนี้ว่า "It's high risk, high stakes and high opportunity" หรือ “เสี่ยงสูง เดิมพันสูงและโอกาสที่มาก”

แหล่งข่าวในพระราชวังเปิดเผยกับไทม์สออฟลอนดอนว่า “พวกเรามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินในขณะที่รับรู้ถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่เกิดขึ้น แต่จากทั้งหมดทั้งสองพระองค์ทรงรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับหมายกำหนดที่เฉลิมฉลองการเชื่อมโยงระหว่าง 2 ชาติและประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ”

และเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมับรอยเตอร์ว่า เขามีแผนที่จะกราบทูลคิงชาร์ลส์ใน “ทุกเรื่อง"ระหว่างการเสด็จอยู่ในสหรัฐฯรวมไปถึงประเด็น “สงครามอิหร่าน”ที่สร้างความตรึงเครียดในความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่า เขาต้องการจะกล่าวไปถึงประเด็นเกี่ยวกับ "นาโต" ที่เป็นเหมือนหนามยอกใจผู้นำสหรัฐฯตลอดการทำสงครามอิหร่านมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดใจยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและอังกฤษปัจจุบันไม่ราบรื่นหลังไม่เห็นพ้องหลายเรื่องรวมสงครามอิหร่านร่วมกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์

โดยในการสัมภาษณ์พิเศษทางโทรศัพท์ให้กับบีบีซีวันพฤหัสบดี(23)ถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษและพระราชินีคามิลลาที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่กำลังจะถึงว่าจะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาตินั้นกลับมาดีดังเดิมได้หรือไม่

ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า “แน่นอนที่สุด” พร้อมเสริมว่า พระองค์ทรงยอดเยี่ยม พระองค์ทรงเป็นบุรุษที่ยอดเยี่ยม แน่นอนที่สุดคำตอบคือ “ใช่””

และเสริมว่า “ผมรู้จักพระองค์เป็นอย่างดี ผมรู้จักพระองค์มาเป็นเวลานานหลายปี”

ผู้นำสหรัฐฯกล่าวสรรเสริญพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อว่า “พระองค์ท่านทรงเป็นบุรุษที่กล้าหาญและพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่แง่บวกอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ทรัมป์ยังกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและสตาร์เมอร์นั้นจะสามารถฟื้นกลับคืนได้หากว่าเขาเปลี่ยนแปลงทางด้านประเด็นปัญหาการเข้าเมือง”

บีบีซีรายงานว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลามีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วันที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์(27) และประธานาธิบดีสหรัฐฯจะต้อนรับเสด็จของทั้งสองพระองค์ที่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมีการหารือส่วนพระองค์ร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์และจะทรงประทานพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ

ตามหมายการเสด็จหลังจากประทับอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นเวลา 2 วัน ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังนิวยอร์ก ซิตี รัฐเวอร์จิเนีย และต่อด้วยดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ เบอร์มิวดากลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับอังกฤษหลังจากนั้น

กระทรวงต่างประเทศอังกฤษกล่าวว่า การเสด็จพระราชดำเนินครั้งสำคัญนี้เป็นการฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพสหรัฐและเป็นการเฉลิมฉลองหุ้นส่วนของการร่วมด้านความมั่งคั่ง ความมั่นคง และประวัติศาสตร์

นายกรัฐมนตรีอังกฤษปัจจุบันกำลังเผชิญหน้าต่อแรงกดดันที่เขาแต่งตั้งลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน (Lord Peter Mandelson) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯโดนจับกุมที่กรุงลอนดอนเมื่อกุมภาพันธ์ข้อหาคล้ายอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์ เป็นข้อหาประพฤติผิดต่อหน้าที่ราชการแอบส่งเอกสารลับให้เพื่อนมหาเศรษฐีอเมริกันผู้อื้อฉาว เจฟฟรีย์ เอปสตีน

และต่อมาพบว่ามีการละเว้นไม่ตรวจสอบปูมหลังด้านความมั่นคงของเขา ซึ่งสตาร์เมอร์อ้างตามรายงานของบีบีซีของอังกฤษไม่กี่วันก่อนหน้าว่า หากว่าเขารู้ล่วงหน้าเขาจะไม่มีวันแต่งตั้งเด็ดขาด

แต่ทว่าโพลิติโกรายงานเมื่อวันพุธ(22)ว่า สตาร์เมอร์เพิกเฉยต่อคำแนะนำเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คนให้รอคอยจนกว่าลอร์ดแมนเดลสันจะผ่านการตรวจประวัติปูมหลังด้านความมั่นคงก่อนแต่งตั้งเขาดำรงตำแหน่งสำคัญ

บีบีซีรายงานว่า ทรัมป์ได้โพสต์ยบน Truth Social ในวันจันทร์(20)ว่า
“ลอร์ด แมนเดลสันนั้นเป็นตัวเลือกที่แย่แต่นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีอังกฤษมีเวลามากมายที่จะแก้ไข”

และเมื่อซักว่าหมายความเช่นใดในการโพสต์ ผู้นำอเมริกันตอบกลับมาว่า

“หากว่าเขายอมเปิดทะเลเหนือและหากว่านโยบายเข้าเมืองแข็งกร้าวมากขึ้นที่ซึ่งในเวลานี้มันไม่ใช่ เขาสามารถฟื้นคืนได้แต่หากว่าเขาไม่ทำซึ่งผมไม่คิดว่าเขาจะมีโอกาส”

ทั้งนี้ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯที่มีคำพูดติดปากว่า “drill, baby, drill” นั้นเรียกร้องอังกฤษซ้ำหลายครั้งให้เพิ่มการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเลเหนือ

และในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในประเด็นสงครามอิหร่านที่ผู้นำสหรัฐฯได้เคยกล่าวว่า เขารู้สึกไม่พอใจต่อระดับการสนับสนุนจากชาติพันธมิตรของอเมริกาในยุโรปและอังกฤษ ซึ่งสตาร์เมอร์เคยกล่าวไว้ว่า
“จะไม่มีวันยอมให้อังกฤษถูกดึงเข้าสู่สงครามที่กว้างมากขึ้น”

บีบีซีตั้งคำถามว่า เหตุใดประธานาธิบดีทรัมป์จึงจำเป็นต้องมีชาติพันธมิตรทั้งหลายเช่น อังกฤษ เข้ามาร่วม

ทรัมป์ตอบกลับมาว่า “ผมไม่ต้องการการพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่น้อยแต่ทว่าพวกเขาสมควรที่จะอยู่ที่นั่น ผมไม่ต้องการพวกเขาอย่างแน่นอนที่สุด”

พร้อมกับย้ำว่า “พวกเราต้องกำจัดกองทัพอิหร่านออกไป” และเสริมว่า “ผมไม่ต้องการใครทั้งนั้น”

ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า เขามองว่าการออกมาให้การสนับสนุนอเมริกาจากบรรดาชาติพันธมิตรในยามยากนี้เป็นเสมือนการทดสอบ

บีบีซียังถามถึงคำขู่จากผู้นำสหรัฐฯ “ในการที่จะทำให้อารยธรรมทั้งหมดตายลงภายในคืนนี้” เว้นแต่อิหร่านจะยอมทำข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ เรียกเสียงประณามในวงกว้างรวมสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 และเลขาธิการสหประชาชาติ

แต่ทรัมป์กลับมองว่า “ฝ่ายตรงข้ามต้องการอย่างมากที่จะทำข้อตกลง” และอธิบายว่า “ดังนั้นอะไรก็ตามที่ผมกำลังพูดหรืออะไรก็ตามที่ผมกำลังทำนั้นมันดูเหมือนว่าจะได้ผลเป็นอย่างดี”