xs
xsm
sm
md
lg

ตร.ผนึกกำลัง ศุลกากร ยกระดับฐานข้อมูล ปิดทางขบวนการขนทอง-เงิน-กัญชา ข้ามชาติ ขึ้นบัญชีแล้ว 114 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รอง ผบ.ตร.–อธิบดีกรมศุลฯ ผนึกกำลังยกระดับฐานข้อมูล สกัดขบวนการลอบขนทอง–เงิน–ช่อดอกกัญชา ขึ้นบัญชีดำต่างชาติ 86 ราย เฝ้าระวังคนไทย 28 ราย

วันนี้ (25 เม.ย.) พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร เพื่อยกระดับมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า–ส่งออกสิ่งของผิดกฎหมาย โดยเฉพาะทองคำ เงินตรา และช่อดอกกัญชา ซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

พล.ต.อ.นิรันดร ระบุว่า กฎหมายศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการนำเข้า–ส่งออก และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงการสกัดกั้นสิ่งของต้องห้าม เช่น ยาเสพติด หรือสิ่งที่กระทบต่อระบบการเงินของประเทศ โดยกำหนดโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับ อย่างไรก็ตาม คดีศุลกากรสามารถระงับได้ด้วยการเปรียบเทียบปรับ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ หากผู้กระทำผิดยินยอมชำระค่าปรับตามที่กำหนด


ปัจจุบัน คณะกรรมการเปรียบเทียบตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ประกอบด้วย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.อ.นิรันดร ซึ่งมีการประชุมพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่ามีผู้กระทำผิดทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก

สำหรับพฤติการณ์ที่พบมาก ได้แก่ การลักลอบนำเงินตราออกนอกประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ และการลักลอบขนทองคำ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยแต่ละคดีมีมูลค่าสูงระดับหลายล้านบาท และอาจเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังพบการลักลอบนำ “ช่อดอกกัญชา” ออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีปลายทางในยุโรป ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากหลายประเทศยังจัดให้เป็นยาเสพติด


ทั้งนี้ พบว่าผู้กระทำผิดจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่เดินทางเข้า–ออกประเทศไทยบ่อยครั้ง บางรายมีประวัติกระทำผิดซ้ำ เนื่องจากคดีศุลกากรสามารถจบได้ด้วยการเปรียบเทียบปรับ จึงทำให้ยังคงกลับมากระทำผิดอีก

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว พล.ต.อ.นิรันดร เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้กระทำผิดระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร และส่งต่อข้อมูลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ใช้ในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการเดินทางเข้า–ออกประเทศ

มาตรการดังกล่าว แบ่งเป็น ชาวต่างชาติ: ขึ้นบัญชี Blacklist ห้ามเข้าประเทศ คนไทย: จัดอยู่ในกลุ่ม Watchlist เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ล่าสุด กรมศุลกากรได้ส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ตำรวจแล้วรวม 114 ราย แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 86 ราย และคนไทย 28 ราย โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ดำเนินการขึ้นบัญชีตามเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว


พล.ต.อ.นิรันดร ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานมีฐานข้อมูลแยกกัน ทำให้ผู้กระทำผิดบางรายสามารถกลับเข้ามาก่อเหตุซ้ำได้ แต่การบูรณาการข้อมูลในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และปิดช่องโหว่ดังกล่าว
พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนประชาชนที่เดินทางเข้า–ออกประเทศ ให้ศึกษากฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับสิ่งของต้องห้ามและของที่ต้องสำแดงอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกดำเนินคดี และถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังในอนาคต

ทั้งนี้ การยกระดับความร่วมมือระหว่างตำรวจและกรมศุลกากร ถือเป็นมาตรการสำคัญในการรับมือภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน