xs
xsm
sm
md
lg

สำรวจ “ความมั่นคงทางยา” ของไทย นำเข้าขาดแคลน ดันสมุนไพรทดแทนไหวมั้ย?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประเด็นร้อนสะเทือนระบบสาธาณสุขไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ ใกล้คำว่าเข้าขั้นวิกฤตเพราะไทยพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีปริมาณสำรองเพียง 3 เดือน นำสู่โอกาสขับเคลื่อนสมุนไพรไทยมุ่งสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ

หลังจากนายพัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมากำชับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชน โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามดูแลระบบสำรองยาและเวชภัณฑ์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด อย. รายงานว่าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูป รวมถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับช่วยชีวิต การผ่าตัดและฉุกเฉิน ยังไม่มีปัญหาขาดแคลน และมีปริมาณสำรองเพียงพอใช้อย่างน้อย 3 เดือน โดยได้จัดทำกรอบรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 63 รายการ ตามลำดับความสำคัญ เพื่อติดตามปริมาณคงคลังทุกสัปดาห์

พร้อมหาแหล่งวัตถุดิบยาและเวชภัณฑ์สำรองเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตในพื้นที่ขัดแย้ง ทบทวนการกำหนดราคากลางยาจากการที่ต้นทุนราคายาเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งพิจารณาการใช้ภาชนะบรรจุชนิดอื่นทดแทนพลาสติก หรือหาวิธีฆ่าเชื้อ หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะบรรจุซ้ำ เนื่องจากแหล่งผลิตวัตถุดิบพลาสติกส่วนใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง และอำนวยความสะดวกในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือหน่วยบริการทุกแห่งไม่สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์เกินความจำเป็น และเร่งชำระหนี้เวชภัณฑ์ค้างจ่าย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบ

แนวทางเบื้องต้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อส่งผลต่อยาแผนปัจจุบัน ให้พิจารณาใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร 32 รายการทดแทน ซึ่งครอบคลุมในหลายกลุ่มอาการ เช่น กลุ่มอาการไข้หวัด (ฟ้าทะลายโจร/มะขามป้อม) กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ (เถาวัลย์เปรียง/ครีมไพล) กลุ่มอาการชาจากอัมพฤกษ์-อัมพาต (น้ำมันกัญชา/ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ) และกลุ่มอาการนอนไม่หลับ (น้ำมันกัญชา/ศุขไสยาศน์) เป็นต้น

สำหรับบทบาทของหน่วยงานที่กำกับเรื่องยาของไทยพญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า อภ. มีบทบาทในการผลิต จัดหา และรักษาความมั่นคงทางยา ซึ่งในด้านการผลิตทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตยาของภาครัฐ แม้จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 7% ของตลาดยาทั้งประเทศ แต่เป็นการผลิตในกลุ่มยาที่มีความสำคัญสูง เช่น ยาที่มีผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ ยาช่วยชีวิต และยาที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ทั้งนี้ ก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง อภ. บริหารคงคลังยาและวัตถุดิบในระดับประมาณ 3 เดือนตามหลักประสิทธิภาพ แต่เมื่อเริ่มมีสัญญาณความเสี่ยงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้เร่งปรับเพิ่มการสำรองเพิ่มเป็น 6 เดือน โดยดำเนินการจัดซื้อวัตถุดิบ ยาสำเร็จรูป และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการผลิต รวมถึงบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งส่งผลทั้งต่อการขนส่งและกระบวนการผลิตยา ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 2 บาท จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ปัจจุบันต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้วราว 10%

อย่างไรก็ดี ภายในระยะเวลา 6 เดือน ส่วนของ อภ. จะไม่เกิดปัญหายาขาดแคลน ทั้งในส่วนของตัวยาสำคัญและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต นอกจากนี้ อภ. จะตรึงราคายาไว้ ภายในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จะไม่ขึ้นราคา และพร้อมแบกรับภาระต้นทุน แม้ต้องขาดทุน เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน ส่วนผู้ผลิตรายอื่นอีก 93 % เป็นภาคเอกชนที่ต้องแบกรับภาระเรื่องค่าน้ำมันและโลจิสติกส์

กล่าวสำหรับ อภ. มีบทบาทหลักในการจัดซื้อยาตามความต้องการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ครอบคลุมรายการยาประมาณ 170 รายการ ปัจจุบันการจัดทำสัญญาจัดซื้อสำหรับปีงบประมาณ 2569 ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว 100% และได้ประสานกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายทุกราย ซึ่งยืนยันสามารถส่งมอบยาได้ตามเงื่อนไขสัญญา โดยมีการบริหารสัญญาให้ครอบคลุมต่อเนื่องไปอีก 1 เดือนหลังสิ้นปีงบประมาณจนถึงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อป้องกันช่องว่างระหว่างปีงบประมาณ

สำหรับด้านการรักษาความมั่นคงทางยา อภ. ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยติดตามสถานการณ์วัตถุดิบและยาสำเร็จรูปอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่ 3 เดือน ไปจนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของยา

ขณะที่รายงานจากสภาผู้บริโภคระบุว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาในประเทศไทยเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเริ่มส่งผลผลกระทบกับประชาชนส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มจำกัดการจ่ายยา จากเดิมที่จ่ายครั้งละหลายเดือน เหลือเพียงระยะสั้น 1 – 2 เดือน เพื่อกระจายยาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน ประการสำคัญรัฐต้องเตรียมแผนรับมือ สร้างความเชื่อมั่นโดยสื่อสารกับประชาชนไม่ให้เกิดการกักตุนยา ทางด้าน ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แต่การจำกัดการจ่ายยาดังกล่าว แม้จะช่วยลดความเสี่ยงยาขาดแคลน แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะการต้องเดินทางมารับยาบ่อยขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง

นอกจากนี้ ในส่วนของผลกระทบของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้า การขาดแคลน และต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นภญ.สุภัทรา บุญเสริมเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า อย. ได้ออกมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการเพื่อช่วยให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤต อาทิ การปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ อนุญาตให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตัวทำละลาย หรือรูปแบบวัตถุดิบได้ โดยต้องไม่กระทบต่อโครงสร้างทางเคมี และไม่ส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย รวมทั้ง เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วนเพื่อให้การอนุมัติการปรับเปลี่ยนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สอดรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ลดผลกระทบต่อการผลิตและการกระจายสินค้าในระบบ

กล่าวสำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบตัวยาหลัก (API) และสารช่วยในตำรับยา (SVP) จากต่างประเทศ 100% โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับการผลิตอีกประมาณ 2 - 3 เดือน หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ วัตถุดิบใหม่ยังไม่ถูกส่งเข้ามา คาดว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตยาขาดแคลนอย่างเลี่ยงไม่ได้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การผลักดันยาสมุนไพรไทยกำลังได้รับความสนใจ โดย ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. เปิดเผยว่ารัฐบาลได้เร่งผลักดันสมุนไพรไทยให้ขึ้นมาเป็นแนวหน้าสร้างความมั่นคงทางยา เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ภายใต้แนวคิดห้องยาข้างบ้านให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยสมุนไพรเป็นมาตรการหนึ่งในการปรับโครงสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ

ขณะที่นายพิษณุ แดงประเสริฐประธานบริษัท (CEO) โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในมุมของผู้ประกอบการมองว่าศักยภาพของสมุนไพรไทย สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันรักษากลุ่มอาการพื้นฐานได้ แต่ทางการแพทย์แผนปัจจุบันสมุนไพรไม่ได้ถูกยกระดับเป็นทางเลือกแรกแม้ในกรณีที่สามารถใช้ทดแทน

โดยมองว่าประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางยา ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมยาต้นน้ำ การผลิตสารตั้งต้น การเพิ่มกำลังในการผลิตยา รวมทั้ง ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยาขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเป็นลำดับต่อไป

และประการสำคัญหากยกระดับสมุนไพรไทยเข้ามาทางเลือกทดแทนยาแผนปัจจุบันในบางกลุ่มอาการ จะช่วยลดการนำเข้ายาได้หลายพันล้านบาทต่อปี.