ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ อวสานมหากาพย์ MORE เมื่อ "เฮียม้อ" เข้าเรือนจำ และบทเรียนราคาแพงของตลาดทุนไทย
ในที่สุด มหากาพย์การปั่นหุ้นที่อื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย อย่างหุ้น MORE หรือ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ก็ได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
หลังจากเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา เมื่อศาล"ไม่ให้ประกันตัว" นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือที่รู้จักกันในนาม "เฮียม้อ" พร้อมกับจำเลยรายสำคัญอีกท่าน ส่งผลให้ทั้งคู่ถูกคุมตัวเข้าสู่เรือนจำทันที
การปิดประตูปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าวถือเป็น "ยาแรง" ที่ส่งสัญญาณชัดเจนจากกระบวนการยุติธรรม
เหตุผลหลักที่ "เฮียม้อ" ต้องนอนคุกเพราะศาลเห็นว่า นายอมฤทธิ์ หรือ “เฮียม้อ” อยู่ใน "หัวขบวน" เป็นหนึ่งในผู้ร่วมวางแผน และกำหนดแนวทางการซื้อขายหุ้น เพื่อสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคา และปริมาณการซื้อขายในตลาด ถือเป็นพฤติการณ์คดีร้ายแรง และมีความเสียหายวงกว้าง
ไม่ได้เป็นเพียงการฉ้อโกงบุคคลธรรมดา แต่เป็นการฉ้อโกงบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์หลายแห่ง รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์ไทยอย่างรุนแรง
ศาลมองว่าหากปล่อยตัวไป จำเลยซึ่งมีอิทธิพลและเม็ดเงินมหาศาล อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือที่สำคัญคือ "เสี่ยงต่อการหลบหนี" เนื่องจากจำเลยรายอื่นในขบวนการเดียวกัน ได้ล่องหนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายราย
ฟังว่า "เฮียม้อ" ได้ยื่นคำร้องว่า มีอาการเจ็บป่วย แต่ศาลเห็นว่าสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ จึงไม่เป็นเหตุให้ปล่อยตัวชั่วคราว
ที่น่าสนใจคือ การที่ศาลไม่ให้ประกันตัวในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรการใช้ "เชิงชั้นทางกฎหมาย" ที่เคยยื้อคดีมาตลอด 3 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดเรื่องในช่วงปลายปี 2565 การเดินเข้าสู่เรือนจำของ "เฮียม้อ" จึงเปรียบเสมือนการ "อวสาน" ของกลุ่มอิทธิพลที่เคยเชื่อว่า เงินและเส้นสายสามารถซื้อเวลาได้ตลอดไป
ขณะที่ “น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” ถูกระบุว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ"เฮียม้อ" อยู่ในกลุ่มผู้วางแผนการซื้อขายหุ้นเช่นกัน โดยพบว่ามีการติดต่อสื่อสาร และเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกันจำนวนมาก เข้าข่ายเป็นตัวการสำคัญในคดีจึงเชื่อว่าอาจหลบหนี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
ส่วนผู้ต้องหาอีกราย “สมนึก กยาวัฒนกิจ” ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ตงฮั้ว ได้เลื่อนนัดออกไปเป็น วันที่ 21 พ.ค.2569 ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าผลจะออกมาอย่างไร
งานนี้ถือบทเรียนราคาแพงของตลาดหุ้น ตั้งแต่ "แมงเม่า" ไปจนถึง"เจ้ามือ" ในอนาคต
เพราะ กรณีของหุ้น MORE เป็นกรณีศึกษาในรอบทศวรรษ สำหรับนักลงทุน
นี่คือเครื่องเตือนใจว่า หุ้นที่ขึ้นแรงผิดปกติโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ ย่อมมีจุดจบที่เจ็บปวดเสมอ และสำหรับ "เจ้ามือ" หรือผู้ที่คิดจะปั่นหุ้น การที่รายใหญ่อย่าง "เฮียม้อ" ซึ่งมีฉายาว่า "เข้าหุ้นตัวไหนตัวนั้นวิ่งกระฉูด" ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือกฎหมาย ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่า ยุคของการ "กินรวบ" โดยไร้ความรับผิดชอบนั้น ไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว
ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายตลาดทุนไทย เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง แม้จะใช้เวลานาน และต้องฝ่าแรงต้านมหาศาล แต่การลงโทษ "ตัวละครหลัก" ได้สำเร็จ คือ ก้าวแรกของการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
++ เสื่อมศรัทธา!! ป.ป.ช.แจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ไม่เคลียร์ !
หลังถูกกระแสสังคมกดดันต่อเนื่อง ในที่สุด ป.ป.ช.ก็ออกมาชี้แจง ว่าทำไมจึงมีมติ “หัก” ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ!
คำชี้แจงของป.ป.ช. ร่ายยาว เริ่มจากการไล่ไทม์ไลน์ การยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของ “ศักดิ์สยาม” ช่วงปี 62-67 รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ไม่ปรากฏ การแจ้งถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เลย อ้างว่ามีการโอนหุ้นดังกล่าวไปแล้วตั้ง แต่ปี 2561 โดยขายให้กับ นาย ศ.
จากนั้นการชี้แจงของป.ป.ช. ก็เหมือนพาเข้าเขาวงกต คือเขียนให้งง มีทั้งการฟ้องร้องกันระหว่าง ศักดิ์สยาม กับนาย ศ. จากนั้นมีการประนอมยอมความ ก่อนจะขมวดสรุปว่า ไม่ได้มีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ... เชื่อว่าการโอนหุ้นของศักดิ์สยาม ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นนั้น เป็นไปโดยชอบ!
พร้อมย้ำว่าที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติไปนั้น เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น กับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย เกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม”
มติของกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัด หรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ!
ส่วนเรื่องที่ว่า “ศักดิ์สยาม” ขณะเป็นรัฐมนตรี ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์บริษัทตัวเอง (ฮั้วประมูล) นั้น ป.ป.ช.ระบุว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐาน ไม่พบพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่า มีการใช้อำนาจแทรกแซง หรือ เอื้อประโยชน์ให้บริษัทดังกล่าว ได้รับงานเป็นพิเศษ
สรุป ว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะสั่งถอดถอน “ศักดิ์สยาม” จากตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่า “ซุกหุ้น” จริง แต่ความผิดในทางอาญาและวินัยนั้น ป.ป.ช. มองว่า “พยานหลักฐานไม่เพียงพอ” ที่จะเอาผิดได้ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยกคำร้อง!
เรื่องนี้ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ฟันเปรี้ยงว่า คำชี้แจงของ ป.ป.ช. ที่ระบุว่า “ศักดิ์สยาม” ไม่จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินนั้น “ฟังไม่ขึ้น” เพราะบริษัทดังกล่าวในขณะนั้น ก็ยังอยู่ในบ้านของ “ศักดิ์สยาม”
อีกทั้ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ระบุชัดว่า นายศ. ถือเป็นนอมินีของ “ศักดิ์สยาม” เพราะเคยไปลงบิลค่าน้ำมัน ว่า “ติดตามนาย” ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยไปแล้วว่า “ศักดิ์สยาม” ใช้นอมินี ถือหุ้นแทน
...ผมแปลกใจว่า ป.ป.ช. นำเรื่องที่ นายศ. ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาอยู่ในการพิจารณาได้อย่างไร ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคำวินิจฉัยชัดเจนไปแล้ว ที่สำคัญมีการนำมูลค่าหุ้น 119 ล้านบาท ที่เป็นคดี แต่มาเคลียร์กันด้วยเงินเพียงแค่ 51 ล้านบาท ... ยิ่งอ่าน ยิ่งข้องใจ!!
...ไม่เชื่อว่า นายศ. มีรายได้ถึงขั้นที่จะมาซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าวได้ ซึ่งก็หมายถึง จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินในตัวเองอยู่แล้ว!! …และประเด็นสำคัญที่สุดคือ การยื่นบัญชีทรัพย์สิน จะดูเฉพาะในช่วงที่รับตำแหน่ง และพ้นตำแหน่ง ว่าใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ให้ไปแก้ไขกันย้อนหลัง
ดังนั้น คำชี้แจงของป.ป.ช.จะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ใช้นอมินี ถือหุ้นแทน ว่าคนเหล่านั้น ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน!
นอกจากความเห็นของอาจารย์สอนวิชากฎหมายอย่าง “ปริญญา” แล้ว ยังมีความเห็นอื่นๆ อีกมากมายในโซเชียลฯ ที่เห็นว่า คำชี้แจงของป.ป.ช.นั้น ไม่เคลียร์ ไม่ทำให้หายสงสัย
เพราะการพยายามอธิบายว่า “ไม่เจตนา” หรือ “ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด” ไม่ได้ทำให้คำถามหายใป แต่กลับทำให้มีคำถามต่อไปอีก
อย่างเช่น ถ้าไม่แจ้งทรัพย์สินในลักษณะเดียวกันถึง 6 ครั้ง แล้วอะไรคือเหตุผล ที่ทำให้เชื่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การจงใจปกปิด ...หรือสิ่งที่มีการกระทำกันนั้น ทำไมป.ป.ช.จึงเชื่อว่า ไม่ใช่เจตนา
อีกประเด็นที่ป.ป.ช. พยายามบอกว่า เรื่องนี้เป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ถูกในทางกฎหมาย เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ดูเรื่องสถานะความเป็นรัฐมนตรี ส่วนป.ป.ช.ดูเรื่องบัญชีทรัพย์สิน และความผิดคนละฐาน
แต่ในโลกของข้อเท็จจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้แยกเรื่องนี้ออกจากกันง่ายขนาดนั้น เพราะมันคือ “ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน” เพียงแต่ถูกตีความคนละมุม
ต้องไม่ลืมว่า องค์กรอย่างป.ป.ช.นั้น ไม่ได้อยู่ได้ด้วยอำนาจตามกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของสาธารณะด้วย และในคดีระดับนี้ การบอกว่า “ยังไม่มีหลักฐานว่าผิด” อาจพอสำหรับปิดแฟ้มคดี แต่ยังไม่พอสำหรับปิดคำถามของสังคม
เพราะสิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่แค่คำตอบว่าผิด หรือไม่ผิด แต่คือคำอธิบายที่ทำให้คนฟังแล้ว“เชื่อได้” ว่าทำไมคำตอบนั้น จึงออกมาแบบนั้น และที่สำคัญคือ เชื่อว่า “ป.ป.ช. ไม่ 2 มาตรฐาน”

