เหล่านักสังเกตการณ์ทางการทหารของจีนระบุว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะเปราะบางขั้นวิกฤต เนื่องจากคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร่อยหรอลงจากการทำสงครามกับอิหร่าน ประกอบกับขีดความสามารถในการผลิตที่จำกัด ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงหากต้องทำศึกกับศัตรูที่มีศักยภาพสูงกว่า
รายงานจากศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และนโยบายระหว่างประเทศ (CSIS) ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ระบุว่า ในช่วง 39 วันของสงครามก่อนการประกาศหยุดยิง สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ "แพทริออต" (Patriot) และขีปนาวุธสกัดกั้นระยะไกล "ทาด" (THAAD) ไปประมาณครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ นอกจากนี้ สต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นที่ยิงจากเรืออย่าง SM-3 และ SM-6 ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ขีปนาวุธ Precision Strike Missile (PrSM) ซึ่งเป็นอาวุธทันสมัยที่สุดสำหรับเครื่องยิงไฮมาร์ส (Himars) ถูกใช้งานไปแล้ว 40-70 ลูกจากทั้งหมด 90 ลูก ส่วนขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ถูกใช้งานไปมากกว่า 1 ใน 4 จากที่มีอยู่ 3,100 ลูก และขีปนาวุธล่องหน JASSM ถูกยิงไปเกือบ 1 ใน 4 จากทั้งหมด 4,400 ลูก
CSIS เตือนว่าการขาดแคลนอาวุธจะกลายเป็นข้อจำกัดอย่างมากหากเกิดความขัดแย้งในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะสงครามกับคู่แข่งที่ทัดเทียมกันอย่างจีน ซึ่งจะมีการใช้อาวุธในอัตราที่สูงกว่านี้มาก แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะลงนามสัญญาขยายกำลังการผลิตในปีนี้ แต่การส่งมอบเพื่อทดแทนอาวุธทั้ง 7 ระบบอาจต้องใช้เวลานานถึง 3-5 ปี
เวย ตงสวี่ ผู้เชี่ยวชาญทางการทหาร ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV ว่า ปัญหาการขาดแคลนนี้เกิดจากการขาดวิสัยทัศน์และการเตรียมพร้อมที่ไม่ดีพอ รวมถึงฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง ทำให้ความเร็วในการผลิตไม่สามารถไล่ตามอัตราการใช้งานในสงครามได้ทัน
ด้าน หลิว อี้ นักวิจัยทางการทหาร เสริมว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาวุธเชิงรุกมากเกินไปจนละเลยอาวุธเชิงรับ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนในการสกัดกั้นที่สูงเกินไปและไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเพียงแค่ 3 สัปดาห์แรกของสงคราม สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นไปมากกว่าแผนการจัดซื้อรวมทั้งปีของปี 2569 เสียอีก
ทั้งนี้ เพนตากอนได้เสนอแผนงบประมาณปี 2570 โดยขออนุมัติงบประมาณมากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นที่ลดลงอย่างหนักในช่วงสงครามอิหร่านที่ผ่านมา
ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี

