(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/trump-extends-ceasefire-but-continues-blockade-of-iran/)
Trump extends ceasefire but continues blockade of Iran
by Jessica Corbett
22/04/2026
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมาในเวลานี้ คือ ไม่มีการตกลงใดๆ, ไม่มีการผ่อนปรนมาตรการแซงก์ชั่นใดๆ, ไม่มีการประนีประนอมในเรื่องนิวเคลียร์ใดๆ, ไม่มีการหวนกลับไปทำสงครามใดๆ, โดยเวลาเดียวกันนี้อิหร่านก็ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้ต่อไป ขณะที่สหรัฐฯซึ่งประกาศปิดล้อมอิหร่าน ก็ไล่ล่าเรือที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับเตหะราน นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่มีเสถียรภาพเลย ท่ามกลางความไว้วางใจกันระหว่างสองฝ่ายยังคงอยู่ที่เลขศูนย์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขยายระยะเวลาหยุดยิงในสงครามของเขากับอิสราเอลที่กระทำกับอิหร่าน จากเดิมซึ่งกำหนดเอาไว้ 2 สัปดาห์ [1] แต่กระนั้น ผู้นำสหรัฐฯก็บอกด้วยว่ามาตรการที่อเมริกาดำเนินการปิดล้อมทางทะเลชาติตะวันออกกลางรายนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปอีก รวมทั้งฝ่ายต่างๆ ยังคงมีความหวาดกลัวกันอย่างสูงลิ่วว่าจะเกิดการเปิดศึกโจมตีระลอกใหม่ขึ้นมาอีก
ภายหลังได้กล่าวข่มขู่คุกคามที่จะกำจัดกวาดล้าง “ทั่วทั้งอารยธรรม” ของอิหร่าน [2] เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะเขาจะประกาศบรรลุการตกลงหยุดยิงกันได้กับเตหะราน มาในคราวนี้ซึ่งการข่มขู่คุกคามคราวนั้นของเขาผ่านมาได้ราว 2 สัปดาห์ ทรัมป์ก็ได้ใช้ [3] แพลตฟอร์มสื่อสังคม “ทรูธโซเชียล” (Truth Social) ของเขาอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนบ่ายวันอังคาร (21 เม.ย.) เพื่อประกาศยืดเวลาการหยุดยิงดังกล่าว โดยครั้งนี้ไม่ได้มีกำหนดเวลาอย่างชัดเจนว่าจะขยายไปถึงเมื่อใด
“โดยยึดโยงอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังเกิดการแตกแยกกันอย่างร้ายแรง, ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่ได้รับการคาดหมายกันเอาไว้ก่อนแล้ว, และดังนั้น สืบเนื่องจากคำขอร้องของจอมพล อาซิม มูนีร์ (Field Marshal Asim Munir) (ผู้บัญชาการทหารปากีสถาน) และนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชาริฟ ของปากีสถาน เราได้รับการร้องขอให้ระงับการโจมตีของเราต่อประเทศอิหร่านเอาไว้ก่อนในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อที่เหล่าผู้นำและเหล่าผู้แทนของพวกเขาจะได้สามารถยื่นข้อเสนอซึ่งเป็นเอกภาพกันออกมาได้” ทรัมป์ เขียนเอาไว้เช่นนี้
“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสั่งการฝ่ายทหารของเราให้ดำเนินการปิดล้อมต่อไป และในขณะที่ด้านอื่นๆ ยังคงมีความพร้อมและมีความสามารถเช่นกัน และดังนั้นก็จะขยายเวลาการหยุดยิงออกไปจนกว่าพวกเขาจะยื่นข้อเสนอของพวกเขาออกมา และจนกว่าการเจรจาหารือจะได้ข้อสรุป ในทางใดทางหนึ่ง”
ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ที่เป็นเส้นทางการค้า –รวมถึงการค้าเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย-- ซึ่งทรงความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้ประธานาธิบดีอเมริกันแถลง [4] เมื่อวันอาทิตย์ (19 เม.ย.) ที่ผ่านมาว่า กองทัพสหรัฐฯได้เข้ายึดเรือทุสกา (Touska) เรือสินค้าชักธงอิหร่านขนาดเกือบๆ 900 ฟุตเอาไว้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมดังกล่าว
ตรีตา ปาร์ซี (Trita Parsi) ผู้ร่วมก่อตั้งและรองประธานบริหารของ สถาบันควินซีเพื่อการบริหารรัฐกิจที่มีความรับผิดชอบ (Quincy Institute for Responsible Statecraft) องค์การคลังสมองซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ให้ข้อสรุป [5] เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า การที่ทรัมป์ยอมถอยเช่นนี้ “สะท้อนให้เห็นถึงการเกิดผลลัพธ์อย่างที่ผมได้ยกเหตุผลโต้แย้งเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า มันน่าจะเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้มากที่สุด กล่าวคือ ไม่มีการตกลงใดๆ, ไม่มีการผ่อนปรนมาตรการแซงก์ชั่น (อิหร่าน) ใดๆ, ไม่มีการประนีประนอมในเรื่องนิวเคลียร์ใดๆ, ไม่มีการหวนกลับไปทำสงครามใดๆ, โดยเวลาเดียวกันนี้อิหร่านก็ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้ต่อไป ไม่ใช่สถานการณ์ที่มีเสถียรภาพเลย แต่มันก็เป็นสถานการณ์ซึ่ง ทรัมป์ สามารถบรรลุถึงเรื่องสำคัญที่สุดที่เขาต้องการ –การออกมาจากสงครามคราวนี้— เวลาเดียวกัน อิหร่านก็เป็นฝ่ายสูญเสียเรื่องหลักที่พวกเขากำลังแสวงหาอยู่ นั่นคือ การยกเลิกมาตรการแซงก์ชั่น”
ขณะที่ผู้ทำหน้าที่โฆษกให้แก่เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตียร์เรส แถลง [6] ว่า เลขาฯยูเอ็นต้อนรับประกาศครั้งนี้ของ ทรัมป์ ด้วยความยินดี ในฐานะที่เป็น “ก้าวสำคัญก้าวหนึ่งซึ่งมุ่งสู่การลดระดับหยุดยั้งการบานปลายขยายตัว และก่อให้เกิดช่องทางที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับการดำเนินการทางทูตและการสร้างความเชื่อใจกันระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ” และกระตุ้นสนับสนุนทุกๆ ฝ่าย “ให้สานต่อโมเมนตัมนี้”
อย่างไรก็ตาม สำหรับความคิดเห็นที่ออกมาจากอิหร่านนั้น บ่งบอกให้เห็นว่ามีความคืบหน้าในระดับที่จำกัดยิ่ง
เจอเรมี สคาฮิลล์ (Jeremy Scahill) ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าว ดร็อปไซต์นิวส์ (Drop Site News) รายงาน [7] เมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ว่า “เจ้าหน้าที่อิหร่านผู้หนึ่งบอกกับผมว่า ณ ชั่วขณะนี้ จุดยืนของอิหร่านยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง การยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ คือเงื่อนไขประการหนึ่งสำหรับการพูดจากันรอบสอง” ระหว่างเตหะรานกับวอชิงตัน
ตามรายงาน [8] ของ ฟิล สจ็วร์ต (Phil Stewart) หัวหน้าผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงแห่งาติของสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ที่ปรึกษาผู้หนึ่งของ โมฮัมหมัด บาการ์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาของอิหร่าน กล่าวว่า การยืดเวลาหยุดยิงที่ประกาศเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย และกระทั่งอาจจะเป็นแผนอุบายเพื่อซื้อเวลาสำหรับการเข้าโจมตีอิหร่านแบบไม่คาดคิดของสหรัฐฯเสียด้วยซ้ำ บวกกับการที่สหรัฐฯยังดำเนินการปิดล้อมของตนต่อไป ซึ่งมันก็เป็นอย่างเดียวกับการถล่มโจมตี และจะต้องรับมือด้วยการใช้กำลังทหาร
ซินา ทูสซี (Sina Toossi) นักวิจัยอาวุโสของศูนย์เพื่อนโยบายระหว่างประเทศ (Center for International Policy) องค์การวิจัยและคลังสมองที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตันและนครนิวยอร์ก ชี้ [9] ถึงรายงานข่าวชิ้นนี้ และเตือนว่า “หลังจากเจอกับการถูกโจมตีแบบไม่คาดคิดมา 2 ครั้งแล้วก่อนหน้านี้ บางคนบางฝ่ายในเตหะราน จึงกำลังเรียกร้องให้อิหร่านหันกลับมาเป็นฝ่ายริเริ่มและเปิดฉากโจมตีก่อนบ้าง โดยรวมถึงการเล่นงานพวกเรือต่างๆ หรือเรือน้ำมันของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเตรียมตัวที่จะออกมาจากฮอร์มุซ”
ทูสซี เน้นย้ำ [10] ด้วยว่า “ความไว้วางใจกันระหว่างสองฝ่ายยังคงอยู่ที่เลขศูนย์ และสงครามครั้งใหม่อาจจะระเบิดขึ้นมาเมื่อใดก็ได้”
“มาพูดเรื่องจริงๆ กันดีกว่า ปากีสถานนะไม่ได้เป็นคนตัดสินใจหรอกว่าสหรัฐนจะเข้าทำสงครามกับอิหร่านหรือไม่” เขากล่าวต่อ “พวกเขาเป็นช่องทางการติดต่อ ไม่ใช่เป็นคนขับเคลื่อน การที่ทรัมป์อ้างปากีสถานขึ้นมา ก็เพียงเพราะความสะดวกในการใช้แก้ตัวและการปกปิดอำพรางในทางการทูต มากกว่าที่ปากีสถานจะมีอิทธิพลจริงจังใดๆ ต่อทรัมป์ในเรื่องอิหร่าน”
ก่อนหน้ามีการประกาศขยายเวลาหยุดยิง ทูสซีมีข้อเขียนเผยแพร่ [11] ทางหน้าบทความของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน (The Guardian) เสนอแนะว่า “จากการที่พวกเขากำลังทำการสู้รบกับสหรัฐฯและอิสราเอล ในสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นสงครามแห่งการดำรงคงอยู่ของตัวเอง พวกเจ้าหน้าที่อิหร่านจึงแทบมองไม่เห็นเหตุผลใดๆ เลยที่จะต้องรีบร้อนยอมอ่อนข้ออย่างสำคัญๆ ใดๆ ทั้งนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว เรื่องที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ไม่ใช่การได้ข้อตกลงที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวาง แต่เป็นการลดทอนความเสี่ยงของสงคราม ในเวลาเดียวกันก็พยายามสงวนรักษาแหล่งที่มาสำคัญที่สุดของพลังอำนาจของพวกเขา ตั้งแต่เรื่องฮอร์มุซ ไปจนถึงโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา”
“ในระยะสั้นแล้ว นี่อาจจะหมายความเพียงแค่การขยายเวลาหยุดยิงออกไป ไม่ใช่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่มีเนื้อหาสาระ นอกเหนือจากนั้นแล้ว ผลลัพธ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดก็คือการทำความตกลงกันแบบชั่วคราว หรือกรอบโครงในสไตล์ของบันทึกความเข้าใจที่มีเนื้อหากว้างๆ ซึ่งยังไม่พูดถึงรายละเอียดสำคัญๆ แทนที่จะเป็นการผ่าทะลวงทางตันอย่างชนิดเด็ดขาดชัดเจน” เขากล่าวต่อ “มองจากทัศนะเช่นนี้ การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้จึงยังไม่ใช่ได้รับการแก้ไขแล้ว หากแต่กำลังถูกบริหารจัดการ –โดยที่อิหร่านเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป ฐานะของตนจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น ขณะที่ผลพวงต่อเนื่องซึ่งเกิดขึ้นกับทั่วโลกจากการสะดุดติดขัดด้านพลังงาน มีแต่ทำให้การบานปลายขยายตัวขึ้นมาใหม่ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายชนิดไม่มีใครปรารถนาที่จะแบกรับ”
เมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) มีรายงานออกมาจากกลุ่ม 350.org ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เรียกร้องด้านภูมิอากาศ ประมาณการ [12] เอาไว้ว่า ระหว่าง 50 วันแรกของสงครามอิหร่านคราวนี้ พวกผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นระหว่าง 158,600 – 166,900 ล้านดอลลาร์ทีเดียว สืบเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งทะยานขึ้น
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้คนหลายพันคนถูกฆ่าตายทั้งในอิหร่านและตลอดทั่วทั้งภูมิภาคนี้ และสถานที่ตั้งทางโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่านอย่างน้อยหลายหมื่นแห่งได้ถูกทำลายไป นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งแรกในวันสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/)
เชิงอรรถ
[1] https://www.commondreams.org/news/trump-iran-israel-ceasefire
[2] https://www.commondreams.org/news/trump-genocidal-threat-iran
[3] https://truthsocial.com/@realDonaldTrump/posts/116444507618729432
[4] https://truthsocial.com/@realDonaldTrump/posts/116433000897070863
[5] https://x.com/tparsi/status/2046686726681247955
[6] https://www.un.org/sg/en/content/sg/notes-correspondents/2026-04-21/note-correspondents-answer-questions-the-ceasefire-extension
[7] https://x.com/jeremyscahill/status/2046697298554483062
[8] https://x.com/phildstewart/status/2046696576907976975
[9] https://x.com/SinaToossi/status/2046708049453174889
[10] https://x.com/SinaToossi/status/2046691710827110726?s=20
[11] https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/apr/21/us-iran-compromise-washington-tehran-iran
[12] https://www.commondreams.org/news/fossil-fuel-costs-12-trillion

