“เลขาฯ สมช.” แจงสภา ตั้งเป้าดับไฟใต้สนิทปี 70 ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รับเป็นโจทย์ท้าทายภายใต้ข้อจำกัด ยันเดินหน้าพูดคุยสันติสุขต่อเนื่อง พร้อมย้ำตั้ง ผอ.ข่าวกรองนั่งหัวหน้าคณะเหมาะสมแล้ว
วันนี้ (23เม.ย.) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568-2570 ถึงข้อซักถามเรื่องเป้าหมายยุติเหตุรุนแรงในปี 2570 ว่า เป้าหมายดังกล่าวมีที่มาสืบเนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกำหนดเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมายทางกฎหมายที่ทุกหน่วยงานต้องนำไปปฏิบัติ
นายฉัตรชัย กล่าวว่า แม้ต่อมาจะมีการทบทวนตัวชี้วัดบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น แต่นโยบายและแผนระดับชาติด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นแผนระดับ 2 ยังเชื่อมโยงเป้าหมายดังกล่าวอยู่ และนำไปสู่การจัดทำนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับนี้ที่ต้องยึดโยงกับกรอบแผนระดับชาติ
“ในทางปฏิบัติ การกำหนดเป้าหมายให้ปี 2570 ยุติโดยสมบูรณ์ ถือเป็นความท้าทายในการทำงาน ซึ่งทุกหน่วยงานต้องช่วยกันผลักดัน แม้อาจมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แต่อย่างน้อยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นโจทย์ท้าทายที่ทุกหน่วยต้องพยายามทำให้บรรลุ เพราะจะเชื่อมโยงกับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องด้วย” นายฉัตรชัย กล่าว พร้อมยอมรับว่า มีบางประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนและพร้อมรับข้อสังเกตไปปรับปรุงแก้ไข
สำหรับประเด็นการพูดคุยสันติสุข นายฉัตรชัย ชี้แจงว่า กระบวนการดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งในทางลับ ทางเปิด และกึ่งเปิดกึ่งปิด ตั้งแต่ช่วงปี 2552-2553 โดยประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การพูดคุยจะได้ผลต้องเป็นการพูดคุยกับกลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจ และเป็นกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหาข้อสรุปร่วมกัน
นายฉัตรชัยระบุว่า ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในช่วงปี 2567-2568 ได้มีการหารือกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น และบรรลุความเข้าใจเบื้องต้นในกรอบ “แผนสันติสุขแบบองค์รวม” หรือ JCPP โดยมีสาระสำคัญ 3 ด้าน คือ 1. การยุติความรุนแรง 2. การมีเวทีหารือสาธารณะเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และ 3. การแสวงหาทางออกทางการเมือง ซึ่งพยายามใช้เป็นกรอบร่วมในการขับเคลื่อนงาน
นายฉัตรชัย กล่าวว่า แม้กลุ่มที่เข้ามาพูดคุยกับฝ่ายรัฐจะเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว แต่ในกลุ่มผู้เห็นต่างเองยังมีความเห็นหลากหลาย บางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และบางกลุ่มยังคงใช้ความรุนแรงต่อไป ทำให้การสร้างเอกภาพทางความคิดในหมู่ขบวนการยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของกระบวนการพูดคุย อย่างไรก็ตาม รัฐยังพยายามผลักดันและโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายหันมาใช้แนวทางนี้ในการแก้ไขปัญหา โดยเห็นว่าการสร้างความไว้วางใจเป็นหัวใจสำคัญ หากทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นต่อกัน ก็จะทำให้กระบวนการเดินหน้าต่อได้
เลขาธิการ สมช. กล่าวอีกว่า ล่าสุดในช่วงปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ได้มีการพูดคุยระดับสูงระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายการเมืองของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซียในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะต้องมีกรอบการพูดคุยร่วมกัน ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกรอบดังกล่าวไปแล้วในระดับหนึ่ง ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และจะมีการสานต่อกระบวนการนี้ต่อไป
ส่วนข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจทำให้ฝ่ายเห็นต่างไม่ไว้วางใจเพราะมองว่าเป็นการ “ไปหาข่าว” นั้น นายฉัตรชัย ยืนยันว่า ได้มีการประเมินและตรวจสอบแล้ว เห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย จึงเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนภารกิจนี้ต่อไปได้อย่างเหมาะสม
นายฉัตรชัย ย้ำว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย กระบวนการทั้งหมดต้องยึดหลักภายใต้รัฐธรรมนูญไทย และไม่เกินขอบเขตของกฎหมายไทย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้แนวนโยบายภาพรวมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความไม่เชื่อมั่นจากฝ่ายที่จะเข้ามาพูดคุย โดยยืนยันว่า เป้าหมายไม่ใช่การไปหาข่าว แต่ต้องแสดงความจริงใจ สร้างความเชื่อมั่น และสร้างความไว้วางใจต่อกัน
นอกจากนี้นายฉัตรชัยยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนแผนงาน โครงการ และงบประมาณในพื้นที่ว่าไม่ได้มีเพียง ศอ.บต. กอ.รมน. และ สมช. เท่านั้น แต่ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกถึง 10 กระทรวง 19 หน่วยงาน ที่ร่วมกันทำงานในพื้นที่ โดยพยายามใช้กลไกการบูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อน แม้ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องนำไปทบทวนต่อไป
อย่างไรก็ตามในฐานะตัวแทนของ สมช. พร้อมรับข้อสังเกตจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระยะต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น

