รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากม.เกษตร ชี้หายนะจะมาเยือน หากรัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท พร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75 % นำไปสู่วิกฤตซ้อนวิกฤตของจริง! ยันยิ่งกู้เพิ่มเท่าไหร่ ก็มีโอกาสรั่วไหลเข้ากระเป๋านักการเมืองสูง? คิดแต่จะกู้เพิ่มโดยไม่แก้รากเหง้าของปัญหา เชื่อยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะกู้ เพราะเรายังมีช่องทางทางการคลังสร้างรายได้ ทั้งเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยที่เคยยกเว้นเหลือ0% รวมทั้งกลุ่มทุนหนา ‘ธุรกิจพลังงาน – โรงกลั่น -ธุรกิจต่างประเทศ’ ที่เคยยกเว้นภาษีมั่นใจหากกู้มาแล้วใช้เงินผิดประเภท จะเป็นภาระคนรุ่นหลังต้องแบกหนี้มหาศาล!
เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ออกมาเตือนสังคมไทยอย่ามองโลกสวย ในการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพราะความจริงแล้วตรงนี้คือปัจจัยสำคัญที่กำลังจะนำไปสู่วิกฤตซ้อนวิกฤตของจริง!
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุ การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่กู้มานั่นจะนำไปใช้อะไร อย่างไร ต้องชัดเจน และเศรษฐกิจของเราอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่?
หันมามองวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากภาวะ Oil shock ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ สแต็กเฟลชัน( Stagflation) เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่ง ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นมาก เศรษฐกิจถดถอย จนทำให้เกิดการว่างงาน แรงงานตกงานจำนวนมาก ขณะที่วิกฤตน้ำมัน ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่มีทีท่าทีจะหยุดได้
“ดูสถิติที่ผ่านมาเมื่อเศรษฐกิจถดถอยการขายสินค้าได้น้อยลง ผู้ประกอบการก็ต้องประหยัดต้นทุน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการ layoff พนักงาน แต่คราวนี้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่นำเงินกองทุนมาตรึงไว้ราคาก็จะสูงกว่านี้มาก สินค้าและบริการจะสูงขึ้นมาก คนก็ไม่มีกำลังซื้อ คนซื้อของได้น้อยลง คนก็จะตกงานเยอะกว่าวิกฤตโควิด”
ดังนั้นภาพสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ชัดเจนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่นกรณี Great Depression-1929 (ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่)ที่กระทบหนักที่สุดคือสหรัฐฯ เกิดการพังทลายธนาคาร 1ใน 3 ของระบบธนาคารทั้งหมดต้องปิดตัว มีคนว่างงาน ถึง 25% เมื่อมีคนตกงานมหาศาลก็ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ เพราะคนตกงานไม่มีเงินซื้อของ ของก็ขายไม่ได้เป็นเวลาถึง 5- 6 ปี
รศ.ดร.ชิดตะวัน บอกว่า มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันยังจะพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ และสถานการณ์ระหว่างอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ และ อาจขยายวงกว้างไปสู่ จีน กับรัสเซียด้วย ตรงนี้อาจย้อนไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาจะแตกต่างตรงที่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1929 ไม่มีภาวะเงินเฟ้อ จะเป็นภาวะเงินฝืด แต่เศรษฐกิจถดถอยเหมือนกัน
“วิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้น่าจะรุนแรง เพราะราคาน้ำมันไม่มีทีท่าจะลดลง และกำลังซื้อของคนก็มีน้อย ขณะที่ รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลังที่จะช่วยเหลือประชาชน ยามข้าวยากหมากแพงได้”
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ภาครัฐบาลควรจะทำเนื่องจากประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็น Sick man of Asia เพราะถึงแม้ไม่มีวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ประเทศไทยก็พร้อมเข้าสู่ภาวะโคม่า ยังไม่ฟื้น สาเหตุหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนก็อยู่ในระดับที่สูง โครงสร้างประชากรสูงวัยและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในเวทีโลก ดังนั้นการที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล พยักหน้ารับว่าจะปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% เป็น 75% เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าพิจารณาดูประเทศต่าง ๆที่อยู่ใกล้เรา เช่นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ประกาศออกมาเลยว่าจะไม่พยายามกู้เพิ่ม แต่จะใช้นโยบายรัดเข็มขัด นโยบายภาครัฐต้องขับเคลื่อนด้วยการประหยัดให้มากที่สุด ยกเว้นจะมีสถานการณ์ที่เลวร้ายไปนานๆ และมีความจำเป็นที่จะต้องทำ
ปัจจุบันรัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีมาตรการรัดเข็มขัดที่เพียงพอ จะมีบ้างก็เพียง WFH , ยกเลิกการไปดูงานต่างประเทศ แต่ยังไม่ใช่มาตรการที่ลดงบประมาณภาครัฐที่ไม่จำเป็นได้อย่างจริงจังและมีปริมาณมากพอที่จะทำให้มีพื้นที่ทางการคลัง เพื่อจะนำเงินไปช่วยเหลือประชาชน ในการพยุงราคาสินค้าและราคาน้ำมันให้ลดลงได้
“รัฐบาลอนุทินเลือกที่จะบริหารแบบง่ายเข้าว่า คือออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5แสนล้าน แต่ถ้าเรามองมิติทางเศรษฐศาสตร์ขอย้ำว่า ประเทศไทยไม่ควรกู้เยอะขนาดนั้น แต่ก็มีกระแสจากนักเศรษฐศาสตร์บางท่าน ออกมาพูดว่าประเทศอื่น ๆ มีหนี้สาธารณะสูงกว่าไทยตั้งเยอะ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี เราขยายเพดานหนี้สาธารณะ 70 ไปเป็น75%ก็ไม่น่าเป็นปัญหา”
รศ.ดร.ชิดตะวัน ย้ำว่า ญี่ปุ่นครองอันดับหนึ่งด้วยหนี้สาธารณะที่สูงถึง 252% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก หรือสหรัฐฯมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 122% แต่ประเทศเหล่านี้เขาใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด งบประมาณแผ่นดินก็พิจารณาอย่างเหมาะสม โปร่งใส ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น หรือจะมีก็อยู่ในระดับต่ำมาก แต่กรณีของประเทศไทยงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน กลับไม่ได้ถูกใช้จ่ายแบบประหยัดคุ้มค่า และเรายังไม่ได้ตัดอะไรที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยออกไป ซี่งมีหลายโครงการที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ใช้งบประมาณแบบไม่โปร่งใส ไม่เหมาะสม แต่รัฐบาลจะไปกู้มาอีก500,000 ล้านบาทจะเหมาะสมหรือ?
“การจะกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ให้เกิดความหายนะเร็วขึ้นก็จะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต จริงๆ ไม่ใช่บอกว่าวิกฤตพลังงาน ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตตรงนี้ไม่ใช่
การที่รัฐบาลไปกู้เงินเพิ่ม โดยไม่จัดการแก้ไขรากเหง้าของปัญหา ทั้งการใช้งบประมาณ ไม่ประหยัด ไม่โปร่งใส มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น ก็จะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต อย่างแท้จริง ที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับ”
ทั้งนี้นายกอนุทิน และรัฐบาลต้องกำหนดจะทำอะไรตามลำดับก่อนไม่ใช่คิดแต่จะกู้เงิน โดยไปดูประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยว่าประเทศนั้น ๆ เขาแก้ปัญหาอย่างไร
“ที่ผ่านมา นายกฯ ก็พยายามทำ ในฐานะผู้บริหารประเทศ ที่เริ่มต้นด้วยการประหยัด เสียสละ เพื่อส่วนรวมก่อน เพื่อเป็นแบบอย่าง กับพวกรัฐมนตรี หรือ นักการเมือง ก็รู้สึกชื่นชม ที่ท่านนายกฯ ตัดงบอาหารสมาชิกรัฐสภา การเปลี่ยนรถประจำตำแหน่ง เป็นรถส่วนตัว ในงบประมาณที่ลดลง และควรไปพิจารณาว่าจะปรับลดเงินเดือนนายกฯหรือ ครม.ได้บ้างหรือไม่ เหมือนที่นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ประกาศไม่รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง ซึ่งอาจไม่มากมาย แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นไปกระตุกต่อม คนที่ร่ายล้อมนายกฯ สส. สว. ได้บ้าง”
ขณะเดียวกันหากนายกอนุทิน จะเลือกรัดเข็มขัดหรือพิจารณาลดเงินเดือนของนายกฯและครม. เพื่อเป็นแบบอย่างก่อนที่จะไปตัดงบประมาณ ส่วนอื่นๆ ก็น่าจะได้รับการชื่นชมเพราะนายกฯ ในฐานะนายก ผู้บริหารประเทศ และ เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่มีสส. มากสุด และ มีประธานรัฐสภาเป็นสมาชิกพรรคด้วย
“แต่ถ้านายกฯ มองว่าจะไปกระทบความรู้สึกของสมาชิก ก็อยากให้นายกฯและนายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะเลขาธิการพรรค ควรแสดงสปิริต เป็นแบบอย่างก่อน เช่น ประกาศไม่รับเงินบำนาญ สส. ไม่รับเบี้ยประชุมคณะกรรมการต่างๆ ที่ปกติสูงมาก อาจมีการปรับลดเบี้ยประชุมลง ให้สมเหตุสมผล หรือขยับไปสู่การลดจำนวนผู้ช่วย ส.ส.ลดจำนวนโฆษกรัฐบาล ลดจำนวนข้าราชการการเมือง ลดที่ปรึกษา ลดผู้ช่วยรัฐมนตรีที่มีค่าตอบแทนจากภาษีของประชาชน ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินมหาศาล ให้เหมาะสมตามฐานะประเทศก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในยุคเศรษฐกิจที่ไม่ปกติ”
อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ที่คัดค้านไม่ต้องการให้รัฐบาลเลือกออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านนั้นเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่ได้ตัดงบที่ฟุ่มเฟือย และความสุ่มเสี่ยงต่อการบริหารไม่โปร่งใสเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะจากผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ล่าสุดระบุว่าประเทศไทยมีความโปร่งใสลดลง โดยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน ร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นอันดับที่ต่ำสุดในรอบ 19 ปี สะท้อนวิกฤตคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้นและอันดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย
ที่สำคัญสุดรัฐบาลยังสามารถสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีบางประเภทที่เคยลดแต่ไม่สมควรลดให้เพิ่มขึ้นมาเป็นปกติเหมือนประเทศอื่น ก็จะมีงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อปลายเดือนก.พ 2567 สมัย รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ ได้มีการยกเว้นภาษีนำเข้าไวน์ซึ่ง ไวน์ เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ปกติ มีการจัดเก็บที่ 54-60 % แต่ได้รับการยกเว้น 0 % ทำให้รายได้ของรัฐหายไป หมายความว่า ผู้ประกอบการที่นำเข้าไวน์ ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วจึงได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงกับผู้ผลิต และ ผู้นำเข้าไวน์นอก
หรือกรณีการส่งเสริม BOI ก็มีการให้สิทธิประโยชน์ในด้านภาษีในกลุ่มธุรกิจพลังงาน , กลุ่มธุรกิจ โรงกลั่น หรือ กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ เช่นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นระยะเวลา 8 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้ ซึ่งความเป็นจริง มีรายได้ ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคล กลุ่มนี้ ไม่ต้องจ่ายเลย ได้รับการยกเว้น 8 ปี แต่กลุ่มพวกนี้ ไม่ใช่กลุ่มยากจน เพราะคนที่จะมาทำธุรกิจพลังงานได้ ปกติ จะเป็นคนที่มีทุนหนาอยู่แล้วและลดหย่อนให้กลุ่มพวกนี้ อีกอัตราร้อยละ 50 ระยะเวลา 5 ปี
ตรงนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เงินรายได้ที่เข้ารัฐต่ำมากๆ รัฐบาลจึงไม่มีงบประมาณแผ่นดินเพียงพอ ที่จะมาพยุงราคาน้ำมัน พยุงราคาสินค้า และบริการ
“รัฐมนตรีคลัง จึงต้องปรับโครงสร้างทางการคลังที่บิดเบี้ยว ที่เป็นผลให้นายทุนรวยมหาศาล แต่รัฐขาดรายได้ที่จะนำมาใช้ดูแลประชาชน ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งประเทศอื่น ไม่มีการยกเลิกจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ของเรายกเว้นไปเลย ซึ่งกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ คือ กลุ่มคนรวยทำให้รัฐขาดรายได้ในการช่วยเหลือ ประชาชน”
รศ.ดร.ชิดตะวัน ระบุว่า ก่อนที่รัฐบาลจะไปตั้งหน้าตั้งตากู้และเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ก็ควรไปจัดการแก้โครงสร้างทางการคลังที่บิดเบี้ยวก่อน โดยไปปรับโครงสร้างภาษีที่บิดเบี้ยว ที่เคยลดหย่อนหรือยกเว้นให้กับกลุ่มทุน ให้เก็บตามปกติ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เหมือนประเทศอื่นๆ ที่จัดทำ รวมไปถึงลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือซับซ้อนออกไป เราก็จะมีงบประมาณที่เพียงพอ
วันนี้สิ่งที่คนไทยต้องตะหนักหากรัฐบาลเลือกที่จะกู้ 5 แสนล้าน และขยายเพดานเงินกู้ไป 75% ในขณะที่ประเทศไทยมีการทุจริตคอร์รัปชั่นสูง เมื่อกู้มาก็ต้องมีต้นทุนในการกู้สูง เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขี้น หากรัฐบาลกู้มาจำนวนมากในอนาคตก็ต้องขึ้นภาษี ขึ้นVAT ซึ่งเป็นภาษีที่รัฐบาล ขึ้นง่ายสุด เก็บกับประชาชน สินค้า และบริการก็จะสูงขึ้นอย่างมาก ท้ายสุดประชาชนก็เป็นผู้รับกรรมไปเต็ม ๆ
อีกทั้งการที่ประเทศไทยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นสูง รวมทั้งนักการเมืองไม่ได้พิจารณาที่จะใช้งบประมาณอย่างประหยัด ก็อาจมีเรื่องการทุจริตเชิงนโยบายมาเกี่ยวข้อง เช่นกู้มา หนึ่งหมื่นล้านมีประโยชน์ต่อประเทศแค่หนึ่งพันล้าน แต่อาจมีการรั่วไหล ไปสู่กระเป๋านักการเมืองเท่าไหร่ และ เจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบอีกเท่าไหร่ ขณะที่ญี่ปุ่นสัดส่วนการกู้ต่อจีดีพีสูงมากก็จริง แต่เงินที่จะรั่วไหลไปทางนักการเมืองมีน้อย ส่วนประเทศไทยมีการทุจริตสูง ยิ่งกู้เพิ่มเท่าไหร่ ก็มีโอกาสไปเข้ากระเป๋านักการเมืองสูงใช่หรือไม่?
ตรงนี่ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมไม่ควรกู้ เพราะตราบใดที่เรายังไม่มีนักการเมืองที่เห็นผลประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะในข้อเท็จจริงและตามหลักเศรษฐศาสตร์การกู้ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่กู้มานั่นจะนำไปใช้อะไร อย่างไร ต้องชัดเจน และเศรษฐกิจของเราอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร.
“ตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจถดถอย ก็ต้องกู้ เพื่อเอาเงินมาให้ประชาชน กระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คือ ถ้าเราดูประเทศ ที่พัฒนาแล้ว มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนก็จะไม่กู้ หากเศรษฐกิจไม่ดี มีผลกระทบจากภายนอก ที่ประเทศไม่สามารถควบคุมได้ วิธีการเดียวคือ ประชาชน ต้องประหยัดเริ่มจาก รัฐบาล ที่ต้องเป็นแบบอย่า ใช้เงินอย่างระมัดระวัง”
ประเด็นสำคัญหากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน โดยจะกู้ด้วยวงเงินเท่าไหร่และขยายเพดานหนี้สาธารณนะจาก 70% ไปเป็น75% ไม่ใช่ปัญหา หากเงินกู้นั้นถูกใช้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตและสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้ารัฐใช้เงินดังกล่าวผิดประเภท จะทำให้หนี้พุ่งต่อเนื่อง ทิ้งปัญหาให้คนรุ่นหลังต้องรับภาระจ่ายหนี้มหาศาล ก็ควรเลือกที่จะกู้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่รัฐตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว รวมทั้งการจัดเก็บภาษีที่เคยยกเว้นที่เอื้อต่อนายทุน ได้นำไปใช้เพื่อประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก่อนน่าจะดีต่อสังคมไทยมากกว่าใช่หรือไม่ !?
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j

