xs
xsm
sm
md
lg

"วัส" ซัด ป.ป.ช.ส่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซุกเงียบเหตุผลยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ชี้อ้าง “ไร้เจตนา” ฟังไม่ขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีต ปธ.กสม. ซัด ป.ป.ช. ส่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ปมซุกเงียบเหตุผลยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ชี้อ้าง “ไร้เจตนา” ฟังไม่ขึ้น กังวลระบบการตรวจสอบถ่วงดุลไทย ทำสังคมอาจสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมและองค์กรอิสระอย่างสมบูรณ์


วันนี้ (22เม.ย.)นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ว่า ป.ป.ช. กำลังเผชิญกับคำถามตัวโตจากสังคม ทั้งในแง่ของความโปร่งใสในการทำหน้าที่ และความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเสียเอง

นายวัส ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงตั้งแต่ต้นปี 2567 เนื่องจากเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2567 ป.ป.ช. กลับมีมติ “ยกคำร้อง” ในข้อหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งจนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 7 เดือน ป.ป.ช. กลับยังไม่ยอมเปิดเผย “เหตุผล” ในการตีตกคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 58 ระบุชัดเจนว่า หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบภายใน 15 วัน และ “ต้องเปิดเผยเหตุผลให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป” การเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดแจ้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่อาจไม่สุจริต และไม่สามารถอ้างสิทธิคุ้มครองการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระได้

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า ป.ป.ช. ใช้เหตุผลเรื่องนายศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนา” ปกปิดบัญชีทรัพย์สินนั้น นายวัสชี้ว่า เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอย่างร้ายแรง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากศาลได้กางเส้นทางการเงินอย่างละเอียดแบบนาทีต่อนาที (พบช่วงเวลาโอนเงินเข้า-ออกเพียง 8 นาที) จนศาลไม่เชื่อว่าเป็นการซื้อขายหุ้นกันจริง

“ถ้า ป.ป.ช. ใช้เหตุผลนี้จริง คนที่ไม่รอดคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมากที่ลงมติยกคำร้อง เพราะการใช้ดุลพินิจที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งจนเลยแดนของคำว่าดุลพินิจ ย่อมเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายวัสกล่าว

ทั้งนี้นายวัสยอมรับว่า รัฐธรรมนูญออกแบบกลไกให้การฟ้อง ป.ป.ช. ทำได้ยาก โดย “เส้นทางหลัก” คือการเข้าชื่อผ่านประธานรัฐสภาเพื่อส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากโครงสร้างของสภาในปัจจุบันอาจไม่มีแรงจูงใจที่จะส่งเรื่องไปถึงศาล แต่ยังมี “เส้นทางรอง” ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5675/2562 (คดีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ฟ้อง ป.ป.ช.) ที่เปิดช่องให้สามารถยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้โดยตรง แต่โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ให้ตกในทางกฎหมายคือ ต้องหาบุคคลที่มีสถานะเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ที่แท้จริงไปยื่นฟ้อง เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกรณี สว.สำรอง ยื่นฟ้อง กกต. แล้วศาลไม่ประทับรับฟ้องเนื่องจากมองว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

อย่างไรก็ตามนายวัสได้แสดงความกังวลถึงระบบการตรวจสอบถ่วงดุลของไทยที่กำลังเข้าสู่วิกฤต โดยชี้ให้เห็นว่าองค์กรอิสระหลักอย่าง ป.ป.ช. และ กกต. กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเป็นกลาง ท่ามกลางบริบทที่วุฒิสภาชุดปัจจุบัน (ซึ่งมีเสียงข้างมากที่มีเอกภาพ) ยังคงทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไร้การตรวจสอบ สังคมอาจสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมและองค์กรอิสระของประเทศอย่างสมบูรณ์