ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ว่าแล้ว.."โจ๊ก" งัดมุก “คลิปตัดต่อ+คลิปเสียง AI” ด้อยค่าเนื้อหาคลิปสินบนทอง !?
ความเคลื่อนไหวของ "โจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. ที่นาทีนี้หลังพิงฝา กับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ งัด “หลักฐานเด็ด” คลิปเสียงที่เกี่ยวเนื่องกับคดีสินบนทองคำ 246 บาท โดยประโคมข่าวก่อนหน้านี้ว่า ให้รอดูจะมีทีเด็ดจากฝ่ายตัวเองมาตอบโต้!
ปรากฏว่าได้เวลานัด บรรยากาศที่โรงแรมฮิลตัน แกรนด์ อโศก เมื่อช่วงสายของ วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา "ระอุ" ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน เมื่อ "รองหนึ่ง" พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทที่เป็นเสมือนมือซ้ายมือขวา ของ "โจ๊ก" มาปรากฏตัวหน้าห้องแถลงข่าว ทำเอาทัพนักข่าวแตกตื่นกันทั้งแถบ
งานนี้ "ทีมทนายโจ๊ก" นำโดย ทนายสัญญาภัชระ สามารถ ได้รับคำสั่งจาก"ลูกพี่" รีบกันท่า ไม่อนุญาตให้ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” เข้าฟัง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า เป็นกิจกรรมส่วนตัวและมองว่าอีกฝ่ายคือ "คู่กรณีโดยตรง" แถมนายโจ๊ก ยังสั่งห้าม "สีกากี" คนอื่นๆ ที่อาจจะปะปนเข้าห้องเพื่อความลับจะได้ไม่รั่วไหล
พอเข้าประเด็นที่รอคอย ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด เมื่อ "ทีเด็ด" ที่ทีมทนายโจ๊ก งัดออกมาสู้กับคลิปเสียง คือ "มุกเก่า" ชี้เป้าไปที่ "คลิปตัดต่อ" และ "เทคโนโลยี AI" โดยทนายสัญญาภัชระ ได้แสดงบทบาทสมจริง ด้วยการโชว์ศักยภาพ "AI Voice Cloning" และ "Deepfake" ให้สื่อดูสดๆ กลางวงแถลงข่าว เรียกว่า โชว์การเตรียมตัวมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ!
พร้อมๆกับยืนยันเสียงแข็งว่า ท่วงทำนอง จังหวะจะโคน ในคลิปนั้นดูคล่องเกินไป "ไม่เหมือนตัวจริง" แถมยังขู่ว่า ถ้าคลิปนี้มาจากการดักฟัง นอกจากจะใช้เป็นหลักฐานไม่ได้แล้ว ยังอาจทำให้คนเปิดเผยต้องเข้าไปนอนมุ้งสายบัว
งานนี้ ทีมทนายบอกว่า "โจ๊ก" สั่งลุย... เตรียมเช็กบิลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อ ปะติดปะต่อเสียง หากหาต้นตอได้เมื่อไหร่ โดนยกแผงแน่นอน...ว่ากันอย่างนั้น.
ที่น่าสนใจ คือ การเปิดตัวละครสำคัญอย่าง "นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด" บุคคลที่ถูกอ้างว่าอยู่ในคลิปเสียงสนทนา ทนายสัญญาภัชระ ยอมรับหน้าตาเฉยว่า "โจ๊ก" กับ "เอ็ดเวิร์ด" สนิทสนมกันแบบ "พี่น้อง" ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานาน
ส่วนเรื่องที่ "เอ็ดเวิร์ด" บินหนีไปอังกฤษนั้น ไม่ใช่เพราะหนีคดีทอง แต่เป็นการไปรักษาตัวเพราะ "คนรวย" ย่อมมีสิทธิ์ไปหาหมอดีๆ ที่ต่างประเทศ
ขณะที่ปมดรามาที่ว่า "โจ๊ก" กดดันให้ "เอ็ดเวิร์ด” หนีนั้น ทีมทนายยืนกรานว่า "เป็นไปไม่ได้!" เพราะเจ้าตัวบินออกนอกประเทศไปตั้งแต่พฤศจิกายน ปีที่แล้ว ก่อนคดีทองจะแดง...เสียอีก แถมยังโบ้ยว่า ปมความเครียดของเอ็ดเวิร์ด ที่มาจากกรณี "ทนายตั้ม" ถูก "เจ้อ้อย" ฟ้องจนลามมาถึงลูกน้องเอ็ดเวิร์ด ต่างหาก...
งานนี้ตั้งใจจะเคลียร์ให้ "โจ๊ก" แต่ดูเหมือนจะเป็นโยงใยเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ที่คอนเฟิร์มความเข้าใจของสังคมให้กระจ่างชัดซะงั้น
การแถลงข่าวครั้งนี้ จึงถือเป็นการใช้มุกเก่าของฝั่ง “โจ๊ก” ที่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาในคลิปเสียง ไปสู่ประเด็นความน่าเชื่อถือของพยาน หลักฐาน และเทคโนโลยีที่ใช้กลั่นแกล้งกันทางการเมือง
ทว่า คำถามที่สังคมยังรอคำตอบ คือ หากคลิปเสียงนั้นเป็น AI จริง... ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ?
ความสัมพันธ์ระหว่าง "โจ๊ก-เอ็ดเวิร์ด-ทนายตั้ม" มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าการแนะนำ "ทนายอู๊ด" ให้รู้จักกัน หรือไม่?
"หลักฐานเด็ด" ที่ฝั่งตำรวจมีอยู่ในมือ กลับมีน้ำหนักน่าจะมัดตราสังตัว "โจ๊ก" และ "ขบวนการ"
ต้องไม่ลืมว่า..คลิปเสียงยาวกว่า 1 ชั่วโมงนั้น ถูกระบุว่าเป็นเสียงของ "โจ๊ก" สนทนากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยในคลิปมีการนัดแนะแนวทางสู้คดี ข่มขู่พยาน และวางแผนใช้ "คนนอก" มาสวมรอยให้การเท็จ เพื่อหลบเลี่ยงความผิด
ประการสำคัญ มีการอ้างชื่อนักการเมืองระดับชาติ และ “ดีลลับ” ในการฟอกเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ร่วมขบวนการ
นาทีนี้... ระหว่าง "หลักฐานเชิงประจักษ์" คลิปเสียงของตำรวจ กับข้อสังเกตของทีมโจ๊ก ที่ว่าเป็นคลิป "นวัตกรรมตัดต่อ-AI" ใครเป็นของจริง หรือใครสร้างเรื่องเก่ง อีกไม่นานเกินรอ ความจริงใน คดี "ทอง246 บาท" นี้ จะต้องถูกเปิดโปงออกมาให้คนไทยทั้งประเทศได้หายข้องใจ!
โปรดติดตามตอนต่อไป... เพราะเรื่องนี้ "โจ๊ก" พยายามดื้นรนหนัก เหมือนจะรู้ชะตา!
++ เปิดจุดตาย 10 นาที เปลี่ยนชีวิต มัด“ศักดิ์สยาม” ใช้ นอมินีซุกหุ้น!
กรณีกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” คดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทน ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
มติป.ป.ช.ดังกล่าว มีขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2568 แต่สังคมเพิ่งได้รับรู้กันเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานี้เอง
“สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่า ป.ป.ช. เตรียมชี้แจงแสดงเหตุผลว่า ทำไมถึงยกคำร้อง แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีการชี้แจงใดๆออกมาจาก ป.ป.ช.
เรื่องนี้ ศาลรธน. มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.67 ระบุว่า จากข้อพิรุธหลายประการ ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี ฟังได้ว่า “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” และ “ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของ “ศักดิ์สยาม” ทำธุรกรรมต่างๆ ในนาม “ศุภวัฒน์” โดยขั้นตอนสุดท้าย นำเงินนั้นซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อ “ศุภวัฒน์” แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่ “ศักดิ์สยาม” เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาท ยังเป็นของศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี ศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทน ศักดิ์สยาม มาโดยตลอด
ถือเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบ มาตรา 187
เพื่อให้เห็นถึงความชัดเจนของเส้นเงิน และพฤติกรรมการใช้นอมินี “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตีแผ่ถึง “จุดตาย” ให้เห็น การตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย และการซุกหุ้น ที่นักการเมืองชอบหลบเลี่ยง
หัวใจสำคัญของคดีนี้ อยู่ที่การตีความ รธน. มาตรา 187 ซึ่งระบุชัด ว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หากจะคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ ต้องโอนให้ "นิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน" และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่ว่าทางใดๆ
แต่สิ่งที่สังคมได้เห็นจากคำวินิจฉัยนี้คือ การใช้หลักการดู "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" ศาลฯ ไม่ได้ดูแค่ชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่ได้ไล่ล่าหาความจริงจาก "เส้นทางการเงิน" ที่ดิ้นไม่หลุด!
หลักฐานเด็ดที่สุดในคำวินิจฉัย คือ การเปิดเผยเส้นทางเงินงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่เหมือนฉากในหนังสายลับ
เริ่มจาก 1. เวลา15:36 น. : เงินโอนออกจากบัญชีศักดิ์สยาม... 2. เวลา15:40 น.: เงินเข้าบริษัท ศิลาชัยฯ... 3. เวลา 15:42 น.: บริษัทศิลาชัย โอนเงินออกทันที... 4. เวลา 15:44 น.: เงินไปถึงบัญชี "ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” (นอมินี) เพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นคืนให้ ศักดิ์สยาม
เห็นกันชัดๆ ว่าภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลกลับมาที่จุดเริ่มต้น ! ศาลฯ มองว่านี่ไม่ใช่การซื้อขายธุรกิจตามปกติ แต่คือการ "หมุนเงิน" เพื่อ “สร้างหลักฐานเท็จ” ว่ามีการซื้อขายกันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของเงินกับผู้รับเงิน คือเครือข่ายเดียวกัน
นี่จึงเป็นช่วง 10 นาที ที่เปลี่ยนชีวิต “ศักดิ์สยาม”
เมื่อถูกจับผิดเรื่องเส้นเงิน ฝ่ายศักดิ์สยาม พยายามอ้างเรื่อง "การชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท" เมื่ออ้างมาอย่างนี้ ศาลฯ จึงสวมวิญญาณนักบัญชี ตรวจสอบพบว่า ... ไม่พบรายการโอนเงินกู้ในอดีตจริง... งบการเงินของบริษัทในขณะนั้น ไม่มีสภาพคล่องพอที่จะมีเงินมากขนาดนั้น และ เอกสารคำชี้แจง ขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชี อย่างรุนแรง!
นี่คือบทเรียนว่าในยุคดิจิทัล "หลักฐานเอกสารที่ทำขึ้นย้อนหลัง" ไม่สามารถเอาชนะ "ข้อมูลดิจิทัลในระบบธนาคาร" ได้เลย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ บ่งบอกว่า
นอมินีไม่ใช่เกราะกำบัง แม้จะอ้างว่าขายหุ้นให้เพื่อนหรือคนสนิทไปแล้ว แต่ถ้าพฤติการณ์ยังแสดงความเป็นเจ้าของ (เช่น ยังเอาเงินไปฝากให้บริษัท) ศาลจะถือว่ายังเป็นเจ้าของอยู่
ความรับผิดชอบครอบคลุมถึงคู่สมรส และบุตร ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนดักไว้ทุกทาง เพื่อให้ความโปร่งใสเกิดขึ้นจริง
ที่สำคัญ การเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่มีชื่อสะอาดในหน้ากระดาษ แต่ "เบื้องหลัง" ต้องสะอาดจริงๆ
การชี้จุดตายให้เห็นกันจะจะอย่างนี้ จึงเสมือนเป็นการตั้งโจทย์ เพื่อรอให้ ป.ป.ช. มาตอบคำถาม ว่า “ยกคำร้อง” ด้วยเหตุผลใด ?!

