xs
xsm
sm
md
lg

เขมรอันตราย เลิกเอ็มโอยู กี่โมง !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล - สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
เมืองไทย 360 องศา

ไม่รู้ว่าการเป็นประเทศที่มีรั้วติดกับเขมรหรือกัมพูชา มันได้ประโยชน์อะไรบ้าง เชื่อว่าคนไทยหลายคนในตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ กับความที่คนพวกนั้น “คบไม่ได้” และไม่ได้ประโยชน์อะไรที่จะไปคบหาด้วย หากจะเรียกว่าไปคบกับ “คนพาล” บางครั้งก็อาจดูรุนแรง และอาจไปขัดใจกับพวกโลกสวยบางคน แต่ที่ผ่านมา มีแต่สร้างความเดือดร้อนไม่จบไม่สิ้นจริงๆ

ล่าสุด ยังเกิดเหตุการณ์ “หยาม” ให้ระคายจิตใจคนไทยได้หงุดหงิดรำคาญใจได้ไม่เลิกจริงๆ แม้ว่าที่ผ่านมา จะพยายามต่างคนต่างอยู่ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะยังเข้าใจว่า กรณี “ธงชาติไทย” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงอธิปไตยในบริเวณพื้นที่รูปตัว U ชายแดนบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จุดที่เคยมีข้อพิพาทด้านภูมิประเทศและความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง ได้ถูกขโมยไปจากยอดเสา และเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ร้อยทหารพรานนาวิกโยธิน บ้านผักกาด เพิ่งตรวจพบขณะเดินเท้าลาดตระเวนเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าน่าจะพอเดาออกว่าเป็นฝีมือของคนพวกไหน

ขณะเดียวกันก็กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและมีการตั้งคำถามมากมายไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ว่า ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความตึงเครียดและความพยายามรุกล้ำอธิปไตยของไทยยังคงมีอยู่ และการที่ธงชาติไทยถูกถอดออกจากเสา ไม่ได้เป็นเพียงการกระทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการท้าทายอธิปไตย และทดสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยของฝ่ายไทย ว่ายังคงดีอยู่หรือไม่

ที่สำคัญชาวบ้านแนวชายแดนจันทบุรี ยังวางใจเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย และความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยไทยของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ล่าสุด วันที่ 21 เมษายน น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยกธินจันทบุรี ( ผบ.ฉก.นย.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัวผู้ที่ก่อเหตุขโมยธงชาติไทยไปจากเสาใน “พื้นที่รูปตัว U” ว่า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้เร่งดำเนินการติดตามผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน โดยใช้วิธีการสืบสวนในพื้นที่ ทั้งตรวจสอบร่องรอยในพื้นที่เกิดเหตุ เช่น รอยเท้า เส้นทางเข้า–ออก และร่องรอยการเคลื่อนไหว ในบริเวณใกล้เคียง

รวมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนย้อนรอยในเส้นทางต้องสงสัย เพื่อค้นหาจุดเริ่มต้นและเส้นทางหลบหนี และใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ และแนวชายแดนเพื่อค้นหาร่องรอยหรือความเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งล่าสุดทำให้พอทราบตัวคนก่อเหตุแล้ว และกำลังติดตามตัวมาดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเข้มงวด โดยการจัดทำรั้วลวดหนาม ติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมไปถึงไฟส่องสว่าง และการลาดตระเวน เพิ่มมาขึ้นแล้ว

นั่นคือตัวอย่างที่สร้างเดือดร้อนรำคาญ กับการที่เรามีรั้วชิดติดกันกับประเทศนี้ และอย่าได้แปลกใจที่มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิก “เอ็มโอยู44” และ “เอ็มโอยู43” เพราะมองเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ใดๆ หากยังมีบันทึกความเข้าใจประเภทนี้ อยู่กับกัมพูชา

โดย เมื่อวันที่ 21 เมษายน กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมอันประกอบด้วย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายเกษตรกร ได้มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล 5 ประการ โดยหนึ่งในนั้น เรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ทันที

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อห่วงใย 5 ประการของ คปท. ประกอบด้วย

1.ขอให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว

2. ขอให้ยกเลิกข้อตกลงไทย–กัมพูชา MOU43 และ MOU44 โดยทันที

3. ขอให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างค่าจ้างแรงงาน ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ครอบคลุมทุกอาชีพ

4. ขอให้เร่งปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่การแปรรูปในลักษณะเดียวกับ ปตท.

5. ขอให้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะกรณีของข้อเรียกร้องให้ยกเลิก “เอ็มโอยู”ดังกล่าว ย่อมสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเอ็มโอยู 44 ที่ก่อนหน้านี้ ทางกรรมาธิการของวุฒิสภาได้มีมติเอกฉันท์ให้ยกเลิกไปแล้ว และตามมาด้วยการเสนอให้ยกเลิก เอ็มโอยู 43

แต่ที่ผ่านมาทางฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังมีท่าทีอิดออด ยังไม่มีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยกเลิกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ เอ็มโอยู 43 ที่อ้างว่ายังมีบางอย่างที่ใช้ประโยชน์ได้

โดยเขากล่าวว่า ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ วันที่ 22 เมษายน อาจมีการหารือกันถึงเรื่องนี้ โดยให้พิจารณาเรื่อง MOU 2544 ก่อน เนื่องจากเราจะดำเนินการยกเลิก ส่วน MOU 2543 ก็จะนำมาหารือในรายละเอียดด้วย และยอมรับว่า มีเครื่องมือที่จะมาทดแทน MOU 2544 แต่ไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องท่าที ที่จะต้องไปเจรจากับฝ่ายกัมพูชา

ส่วน MOU 2543 จะต้องปรับอย่างไรนั้น จะต้องคำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีความเห็นมาหลายทาง ที่ต้องมาดูว่า สิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อไป

ถามว่า ทางกองทัพห่วงการปฏิบัติการที่เลยกรอบ MOU 2543 ไปแล้วนั้น จะต้องปรับแก้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องมองในภาพรวม เนื่องจาก MOU 2543 หากมองในเรื่องความมั่นคงชายแดน จะต้องดูในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว และย้ำว่า ในข้อเท็จจริงแผนที่ที่ใช้ ไม่ใช่แค่แผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000 เพียงอย่างเดียว ยังมีเอกสารอื่น เช่น มีข้อความที่ปรากฏในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนต้องดูที่สันปันน้ำ และต้องดูองค์รวมทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อพิจารณากันตามรูปการณ์แล้ว เหมือนกับว่าตอนนี้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามประวิงเวลา ทำท่าทางอิดออด ไม่อยากยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 43 และ 44 โดยเฉพาะ เอ็มโอยู 43 นั้นน่าจะไม่ยกเลิก หรืออย่างมากอาจแค่ปรับแก้ไขบางอย่าง โดยอ้างว่ายังสามารถใช้ประโยชน์ได้ แม้ว่าฝ่ายกองทัพเริ่มมีท่าทีชัดเจนว่า สมควรยกเลิกทั้งหมด เพราะในเวลานี้ เราสามารถยึดพื้นที่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลับมาได้แทบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เหมือนกับว่าเราอยู่ใน “จุดสูงข่ม” แบบอยู่ตรงไหน ก็ให้อยู่ตรงนั้น

และที่สำคัญนาทีนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาพูดคุยกับเขมรในเร็ววันนี้ เพราะไม่มีประโยชน์อะไร เอาเป็นว่า “ต่างคนต่างอยู่” ไปเรื่อยๆ แล้วกัน !!