xs
xsm
sm
md
lg

ฮั้ว สว เมื่อชัยชนะทางการเมืองสำคัญกว่าคุณภาพของประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นับตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เสียงครหาว่ามีการ “ฮั้ว” หรือการจัดตั้งกันอย่างเป็นระบบก็ไม่เคยเงียบหาย หลักฐาน เอกสาร คำร้องเรียนและข้อสังเกตนับร้อยถูกเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สังคมได้รับกลับไม่ใช่ความกระจ่าง หากเป็น “ความเงียบ” “ความล่าช้า” และ “ความเพิกเฉย” ของกระบวนการตรวจสอบ

คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า “มีการฮั้วหรือไม่” แต่ขยายไปถึงว่า “เหตุใดข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงต่อโครงสร้างอำนาจของประเทศ จึงไม่ถูก “คลี่คลาย” อย่างจริงจัง”

ในอีกด้านหนึ่ง หากมองอย่างยอมรับความจริง การแข่งขันทางการเมืองในประเทศไทยแทบไม่เคยบริสุทธิ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองก็เต็มไปด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล การซื้อเสียง การสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ ชัยชนะจากคะแนนเสียงหลายต่อหลายครั้งเป็นเพราะ “ซื้อเสียงเข้าเป้า”

ในบริบทเช่นนี้ การจัดตั้ง (ฮั้ว) เพื่อให้ได้มาซึ่งที่นั่ง สว อาจถูกอธิบายว่าเป็น “อีกหนึ่งกลยุทธ์ของการแข่งขัน” ที่ผู้ร่วมแข่งขันแทบทุกพรรคก็ทำกัน เพียงแต่ระดับของการทุ่มเทและประสิทธิภาพในการจัดการเครือข่ายที่ต่างกัน จึงทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ผู้ที่จัดตั้งได้เป็นระบบมากกว่า ขนาดใหญ่กว่า และทุ่มเททรัพยากรมากกว่า ย่อมได้เปรียบและเป็นฝ่ายชนะ แต่การเข้าใจ “กลไกของการแข่งขัน” เช่นนี้ มิได้หมายความว่าเราควรยอมรับ “ผลลัพธ์ที่บิดเบี้ยว” เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการฮั้ว คือ “คุณภาพ” ของผู้ที่ถูกคัดเลือกเข้ามา

หากชัยชนะนั้นนำมาซึ่งบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ มีความเป็นอิสระทางความคิด และยึดโยงกับจริยธรรมสาธารณะบ้าง สังคมอาจยังพอถกเถียงกันได้ว่าระบบที่บกพร่องยังคงให้ผลลัพธ์ที่พอรับได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อผลลัพธ์สะท้อนตรงกันข้าม การคัดเลือกบุคคลที่ขาดความพร้อมในเชิงความรู้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือขาดความเป็นอิสระในการตัดสินใจ ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “วิธีการได้มา” หากเป็น “เจตนาในการใช้อำนาจ”

การคัดเลือกบุคคลที่ “เชื่อฟังได้” “ว่านอนสอนง่าย” มากกว่าบุคคลที่ “คิดเป็น” จึงมิใช่ความบังเอิญ หากเป็นภาพสะท้อนของการออกแบบอำนาจที่ต้องการความมั่นคงของกลุ่ม มากกว่าความมั่นคงของประเทศ

เมื่อมีการทุ่มทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่กลับไม่แม้แต่จะลงทุนกับ “คุณภาพของคน” สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวทางจริยธรรม หากเป็นการบิดเบือนวัตถุประสงค์ของการมีอยู่ของวุฒิสภาอย่างสิ้นเชิง และเป็นการสะท้อนให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ “หน้ากาก” ของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการ “ฮั้ว” ว่าพวกเขาก็เป็นแค่ “ทากทางการเมือง” ที่สูบกินงบประมาณแผ่นดิน โดยไม่เคยคิดถึงประโยชน์สาธารณะเลย

อีกประการที่สำคัญ คือกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทำงาน แม้ข้อกล่าวหา จะมีหลักฐาน และมีแรงกดดันจากสังคม ที่ต้องการ “ความรวดเร็ว โปร่งใส และตรงไปตรงมา” เพียงใด แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นความคลุมเครือ จนเกิดคำถามว่า ความยุติธรรมในสังคมยังคงทำหน้าที่เป็น “กลไกตรวจสอบอำนาจ” หรือเป็น “เครื่องมือประคองอำนาจ” กันแน่

เมื่อข้อสงสัยไม่ได้รับคำตอบ ความไม่ไว้วางใจจึงเติบโต และเมื่อความไม่ไว้วางใจกลายเป็นเรื่องปกติ นั่นย่อมหมายถึงรากฐานของระบบการเมืองกำลังถูกสั่นคลอน คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใคร ฮั้ว สว” แต่คือ “ประเทศกำลังแพ้อะไรไปพร้อมกับการฮั้วนั้น”